โครงการถวายความรู้ ฯ เจ้าคณะตำบล รุ่นที่ 23/62
การพัฒนาสถาบันพระสังฆาธิการ
ข่าวสถาบัน
วิสัยทัศน์/พันธกิจ/ยุทธศาสตร์ สถาบันฯ
แผนยุทธศาสตร์สถาบันพระสังฆาธิการ
โครงการถวายความรู้ ฯ เจ้าอาวาส รุ่นที่ 42/61
กฎหมายคณะสงฆ์ และมติ มส. ที่คณะสงฆ์ควรทราบ
บทความทางศาสนา
เกร็ดความรู้สำหรับพระสังฆาธิการ
เว็ปสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
เว็บหน่วยงาน พศ.
Untitled Document
Home

ที่พักสงฆ์ สำนักสงฆ์ และวัด (๓)

                                                                                     นายอุดมศักดิ์ ชูโตชนะ
                                                                                     นักวิชาการศาสนาปฏิบัติการ
                                                                                     สถาบันพระสังฆาธิการ

          วัดอีกอย่างตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ คือ วัดที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา  คำว่า วิสุงคามสีมา ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ให้ความหมายว่า เขตที่พระราชทานแก่สงฆ์เพื่อใช้เป็นที่สร้างพระอุโบสถ  แต่เพื่อให้เข้าใจความหมายง่ายๆ ก็หมายความว่า เขตที่พระมหากษัตริย์พระราชทานแก่พระสงฆ์เพื่อใช้เป็นที่สร้างโบสถ์ เพื่อประโยชน์แก่พระสงฆ์ทำสังฆกรรมตามพระวินัย วัดที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ตามกฎกระทรวงฉบับที่ ๑ ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ นั้น กำหนดให้วัดที่สมควรได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาต้องปรากฎว่าได้สร้างขึ้นหรือได้ปฏิสังขรณ์เป็นหลักฐานถาวร และมีพระภิกษุอยู่ประจำไม่น้อยกว่าห้ารูปติดต่อกันเป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปี แต่ระยะเวลาห้าปีมิให้ใช้บังคับแก่วัดที่สร้างอุโบสถเสร็จเรียบร้อยแล้ว และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเห็นสมควรขอรับพระราชทานวิสุงคามสีมา โดยเจ้าอาวาสต้องทำหนังสือเรียนเจ้าคณะตำบลตามแบบรายงานขอรับพระราชทานวิสุงคามสีมา (ศถ.๗) ผ่านความเห็นชอบเของเจ้าคณะผู้ปกครองตามลำดับและหน่วยงานราชการ เมื่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเห็นสมควรแล้ว จึงกราบทูลสมเด็จพระสังฆราชเพื่อทรงอนุมัติแล้วจึงนำความกราบบังคมทูลขอรับพระราชทานวิสุงคามสีมาต่อไป เมื่อพระราชทานวิสุงคามสีมาแก่วัดใดแล้ว ให้นายอำเภอท้องที่ที่วัดนั้นตั้งอยู่ดำเนินการปักหมายเขตที่ดินตามที่ได้รับพระราชทานต่อไป

          วัดประเภทสำนักสงฆ์และวัดที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ถือว่าเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย มีเจ้าอาวาสเป็นผู้แทนวัด แต่มีวัดบางวัดที่ได้ดำเนินการขอสร้างวัดแล้วแต่ยังมิได้ดำเนินการเพื่อตั้งเป็นวัดและได้รับอนุญาตจากทางราชการให้ตั้งวัดตามกฎหมายจึงยังมิได้เป็นวัดประเภทสำนักสงฆ์ แต่ใช้ชื่อวัดนำหน้า เมื่อมีเหตุที่ต้องใช้สิทธิทางศาลจึงไม่สามารถเรียกร้องสิทธิที่พึงจะได้  ดังคำพิพากษาฎีกาที่ ๗๔๙๐/๒๕๔๒ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นวัดในพระพุทธศาสนา เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ฉบับที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๓๕ มีพระภิกษุ ท. เป็นผู้รักษาการเจ้าอาวาส มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการแทนโจทก์ จำเลยที่ ๑ ได้ยกที่ดินให้โจทก์แล้ว แต่กลับนำไปจำนองแก่จำเลยที่ ๒ โดยไม่สุจริต ขอให้พิพากษาว่านิติกรรมจำนองระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ เป็นโมฆะ และบังคับจำเลยที่ ๑ โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นชื่อโจทก์ หากจำเลยที่ ๑ ไม่ดำเนินการขอให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ ๑

           จำเลยที่ ๑ ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะไม่เป็นนิติบุคคล ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การ

          ศาลชั้นต้นพิพากษา ยกฟ้อง

          โจทก์อุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน

          โจทก์ฎีกา

          ศาลฎีกวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โจทก์ฏีกาว่าเมื่อกรมการศาสนาได้ออกหนังสืออนุญาตให้สร้างวัดโจทก์แล้ว วัดโจทก์ย่อมเป็นวัดประเภทสำนักสงฆ์ และมีฐานะเป็นนิติบุคคลจึงมีอำนาจฟ้องนั้น จะเห็นได้ว่า วัดที่จะมีฐานะเป็นนิติบุคคลซึ่งหมายความรวมถึงวัดประเภทสำนักสงฆ์ด้วยนั้น หลังจากกรมการศาสนาออกหนังสืออนุญาตให้สร้างวัดแล้ว ยังจะต้องมีการดำเนินการเพื่อขอตั้งวัดต่อนายอำเภอและผ่านขั้นตอนการพิจารณา การปรึกษาและการรายงานการขอตั้งวัด โดยหน่วยงานราชการต่างๆ ตามลำดับ จนเมื่อมหาเถรสมาคมพิจารณาเห็นชอบด้วยแล้ว กระทรวงศึกษาธิการจึงจะประกาศตั้งเป็นวัดในราชกิจจานุเบกษาได้ ดังนั้นวัดโจทก์แม้จะได้รับอนุญาตให้สร้างวัดแล้วแต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่ายังไม่ได้มีการดำเนินการเพื่อตั้งเป็นวัด และได้รับอนุญาตจากทางราชการให้ตั้งวัดตามกฎหมายย่อมจะถือว่าขณะยื่นฟ้องย่อมจะถือว่าขณะยื่นฟ้องโจทก์เป็นวัดประเภทสำนักสงฆ์อันจะทำให้มีฐานะเป็นนิติบุคคลหาได้ไม่ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

          พิพากษายืน

          ดังนั้นแม้ว่าวัดจะมีการใช้คำว่า “วัด” เป็นชื่อวัดก็ตาม แต่เมื่อการดำเนินการขอตั้งวัดยังไม่สมบูรณ์ตามกฎหมายแล้ว วัดก็ยังไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลไม่มีอำนาจฟ้องต่อศาลยุติธรรมเมื่อต้องการเรียกร้องสิทธิจากบุคคลภายนอก จึงเห็นได้ว่าการสร้างวัดที่ถูกต้องตามกฎหมายต้องดำเนินการตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ โดยในปัจจุบันการขอสร้างวัด การตั้งวัด และการขอรับพระราชทานวิสุงคามสีมาอยู่ในอำนาจของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติตามที่ได้กล่าวมาแล้ว และเอกสารสำคัญต่างๆที่ทางราชการเป็นผู้ออกให้ เช่น ประกาศตั้งวัดในพระพุทธศาสนา ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องพระราชทานวิสุงคามสีมา โฉนดที่ดินของวัด รวมถึงทรัพย์สินต่างๆ เป็นหน้าที่ของเจ้าอาวาสที่จะต้องเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี มิให้สูญหาย รวมถึงหาวิธีการใดๆเพื่อให้เอกสารสำคัญต่างๆเหล่านี้ไปถึงเจ้าอาวาสรุ่นต่อไป เพื่อเวลามีปัญหากับบุคคลภายนอกจะได้ใช้เป็นหลักฐานต่อไป

         

         

 
ผอ.สนง.พระพุทธศาสนาแห่งชาติ


พันตำรวจโท พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์
ผู้อำนวยการสำนักงาน
พระพุทธศาสนาแห่งชาติ

ผู้อำนวยการสถาบันพระสังฆาธิการ

นายพิศาฬเมธ แช่มโสภา
ผู้อำนวยการสถาบันพระสังฆาธิการ
E-BOOK (ฉบับถวายพระสังฆาธิการ)


นาฬิกาบอกวันเวลา
พยากรณ์อากาศ
สถิติผู้เข้าชมเว็บ
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้95
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้100
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้95
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว701
mod_vvisit_counterเดือนนี้1960
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว2992
mod_vvisit_counterผู้เข้าชมทั้งหมด474253

Online (20 minutes ago): 2
Your IP: 103.55.142.140
,
Now is: 2019-08-19 23:07
ราคาน้ำมัน