โครงการถวายความรู้ ฯ เจ้าคณะตำบล รุ่นที่ 23/62
การพัฒนาสถาบันพระสังฆาธิการ
ข่าวสถาบัน
วิสัยทัศน์/พันธกิจ/ยุทธศาสตร์ สถาบันฯ
แผนยุทธศาสตร์สถาบันพระสังฆาธิการ
โครงการถวายความรู้ ฯ เจ้าอาวาส รุ่นที่ 42/61
กฎหมายคณะสงฆ์ และมติ มส. ที่คณะสงฆ์ควรทราบ
บทความทางศาสนา
เกร็ดความรู้สำหรับพระสังฆาธิการ
เว็ปสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
เว็บหน่วยงาน พศ.
Untitled Document

โครงการถวายความรู้ประจำปี 2562



ดาวน์โหลดใบจอบรับ และ แผนที่ตั้งสถาบันพระสังฆาธิการ

- แผนที่การเดินทางมาสถาบันพระสังฆาธิการ

Home

การได้มาซึ่งที่ดินของวัด

                                                                                              นายอุดมศักดิ์ ชูโตชนะ
                                                                                              นักวิชาการศาสนาปฏิบัติการ
                                                                                              สถาบันพระสังฆาธิการ

          การบริหารวัดเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา เรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่เป็นหน้าที่ของเจ้าอาวาส คือการจัดการที่วัดและที่ดินซึ่งขึ้นต่อวัดที่มีอยู่แล้วให้เกิดประโยชน์ แต่หากวัดประสงค์จะซื้อที่ดินเพิ่ม หรือมีผู้บริจาค หรือได้มาโดยทางมรดก ฯลฯ วัดจะต้องดำเนินการอย่างไรเพื่อให้ได้ซึ่งที่ดินเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๘๔ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน

          มาตรา ๘๔ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน  บัญญัติให้การได้มาซึ่งที่ดินของวัดวาอาราม วัดบาทหลวงโรมันคาทอลิค มูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักร หรือมัสยิดอิสลาม ต้องได้รับอนุมัติจากรัฐมนตรีและให้ได้มาไม่เกิน ๕๐ ไร่

          ในกรณีที่เป็นการสมควรรัฐมนตรีจะอนุญาตให้ได้มา ซึ่งที่ดินเกินจำนวนที่บัญญัติไว้ในวรรคแรกก็ได้

          บทบัญญัติในมาตรานี้ไม่กระทบกระเทือนการได้มาซึ่งที่ดินที่มีอยู่แล้วก่อนวันที่ประมวลกฎหมายนี้ใช้บังคับ

          การได้มาซึ่งที่ดินของวัดวาอาราม ตามมาตรา ๘๔ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ตามคู่มือการได้มาซึ่งที่ดินของวัดวาอาราม ตามมาตรา ๘๔ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ของกรมที่ดิน วัดจะต้องมีสภาพเป็น   นิติบุคคลตามกฎหมาย จึงจะมีสิทธิถือที่ดินได้ ซึ่งการพิจารณาสภาพการเป็นนิติบุคคลของวัด ให้พิจารณาจากหลักฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้

๑.      หนังสือรับรองสภาพวัดของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งรับรองโดยทางราชการ

๒.      สำเนาประวัติวัด หรือสำเนาทะเบียนวัด ซึ่งรับรองโดยทางราชการ

๓.      ประกาศตั้งวัดของกระทรวงศึกษาธิการ

๔.      ประกาศตั้งวัดของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

          แต่กรณีวัดมีที่ดินเดิม รวมที่ดินที่ได้มาแล้วเกิน ๑๐๐ ไร่ กรมที่ดิน/จังหวัด จะส่งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติให้ความเห็นชอบ

          การได้ที่ดินมาของวัดอีกอย่างหนึ่งคือ ได้มาตามมาตรา ๑๖๒๓ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งบัญญัติว่า ทรัพย์สินของพระภิกษุที่ได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศนั้น เมื่อพระภิกษุนั้นถึงแก่มรณภาพ ให้ตกเป็นสมบัติของวัดที่เป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุนั้น เว้นไว้แต่พระภิกษุนั้นจะได้จำหน่ายไปในระหว่างชีวิตหรือโดยพินัยกรรม มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๓๕๔/๒๕๔๐ คดีนี้เจ้าของที่ดินเดิมคือ พระภิกษุสมานผู้ตาย ซึ่งได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุมาก่อนปี ๒๕๑๙ แล้วต่อมาได้มาจำพรรษาอยู่ที่วัดศรีบุญเรือง ตั้งแต่ปี ๒๕๑๙ จนมรณภาพในปี ๒๕๓๐ โดยที่ดินพิพาทซึ่งมีโฉนดนั้นผู้ตายได้กรรมสิทธิ์มาในระหว่างปี ๒๕๑๖ ซึ่งขณะที่ได้กรรมสิทธิ์มานั้นผู้ตายเป็นพระภิกษุอยู่ในระหว่างสมณเพศที่ดินพิพาทดังกล่าวจึงเป็นทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างอุปสมบท ข้อเท็จจริงปรากฎว่าในปี ๒๕๒๘ จำเลยที่ ๒ ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทดังกล่าวกับพระภิกษุสมาน แต่ยังมิได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์กันแต่อย่างใด ต่อมาปี ๒๕๓๐ พระภิกษุสมานได้ถึงแก่มรณภาพ เมื่อที่ดินพิพาทดังกล่าวเป็นทรัพย์สินของพระภิกษุสมานที่ได้มาระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศซึ่งยังมิได้จำหน่ายจ่ายโอนไปในระหว่างชีวิตของพระภิกษุสมาน ย่อมตกเป็นสมบัติแก่วัดภูมิลำเนาซึ่งได้แก่วัดศรีบุญเรืองอันเป็นสถานที่ที่พระภิกษุสมานจำพรรษาตลอดมาตั้งแต่ปี ๒๕๑๙ จนกระทั่งมรณภาพ  ณ วัดดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๒๓ เมื่อทรัพย์สินดังกล่าวที่ตกได้แก่ วัดศรีบุญเรืองนั้นเป็นที่ดินและวัดศรีบุญเรืองก็ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมามีฐานะเป็นวัดตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ แล้วที่ดินที่ตกเป็นสมบัติของวัดศรีบุญเรืองดังกล่าว  จึงเป็นที่ธรณีสงฆ์โดยผลของกฎหมายทันที ดังนั้นจำเลยที่ ๑ อยู่ในฐานะผู้จัดการมรดกของพระภิกษุสมานซึ่งการถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทไว้นั้นเป็นการถือแทนวัดศรีบุญเรือง  เมื่อที่ดินพิพาทดังกล่าวตกเป็นที่ธรณีสงฆ์แล้ว จำเลยที่ ๑ ย่อมไม่มีอำนาจทำนิติกรรมจำหน่ายจ่ายโอนอันเป็นการขัดกับพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ มาตรา ๓๔ ดังนั้นนิติกรรมระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ จึงตกเป็นโมฆะเพราะมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้าม  ชัดแจ้งด้วยกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

          จากผลของคำพิพากษาดังกล่าวที่ดินพิพาทจึงตกเป็นที่ธรณีสงฆ์การจำหน่ายจ่ายโอนจะทำไม่ได้ เว้นแต่ได้ออกเป็นพระราชบัญญัติ ตามมาตรา ๓๔ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕  จึงเป็นตัวอย่าง การได้มาซึ่งที่ดินวัด และกฎหมายก็ให้ความคุ้มครองให้ปราศจากการเบียดเบียนและรุกรานของบุคคลใด

 

 
ผอ.สนง.พระพุทธศาสนาแห่งชาติ


พันตำรวจโท พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์
ผู้อำนวยการสำนักงาน
พระพุทธศาสนาแห่งชาติ

ผู้อำนวยการสถาบันพระสังฆาธิการ

นายพิศาฬเมธ แช่มโสภา
ผู้อำนวยการสถาบันพระสังฆาธิการ
E-BOOK (ฉบับถวายพระสังฆาธิการ)


นาฬิกาบอกวันเวลา
พยากรณ์อากาศ
สถิติผู้เข้าชมเว็บ
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้44
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้104
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้463
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว717
mod_vvisit_counterเดือนนี้2435
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว3206
mod_vvisit_counterผู้เข้าชมทั้งหมด465524

Online (20 minutes ago): 1
Your IP: 103.55.142.140
,
Now is: 2019-05-24 10:03
ราคาน้ำมัน