โครงการถวายความรู้ ฯ เจ้าคณะตำบล รุ่นที่ 23/62
การพัฒนาสถาบันพระสังฆาธิการ
ข่าวสถาบัน
วิสัยทัศน์/พันธกิจ/ยุทธศาสตร์ สถาบันฯ
แผนยุทธศาสตร์สถาบันพระสังฆาธิการ
โครงการถวายความรู้ ฯ เจ้าอาวาส รุ่นที่ 42/61
กฎหมายคณะสงฆ์ และมติ มส. ที่คณะสงฆ์ควรทราบ
บทความทางศาสนา
เกร็ดความรู้สำหรับพระสังฆาธิการ
เว็ปสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
เว็บหน่วยงาน พศ.
Untitled Document
Home

บทบาทพระสังฆาธิการในฐานะเจ้าพนักงานตามกฎหมาย
เรื่องพระสังฆาธิการไม่มีอำนาจสอบสวนคดีอาญา

                                                                                      นายอุดมศักดิ์ ชูโตชนะ
                                                                                      นักวิชาการศาสนาปฏิบัติการ
                                                                                      สถาบันพระสังฆาธิการ
          พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ มาตรา ๔๕ บัญญัติให้ถือว่าพระภิกษุซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในการปกครองคณะสงฆ์เป็นเจ้าพนักงานตามความในประมวลกฎหมายอาญา นั้นมีอำนาจแค่ไหนเพียงใดถ้าเป็นเจ้าอาวาสนั้นก็ต้องดูที่มาตรา ๓๗ และมาตรา ๓๘ เรื่องอำนาจหน้าที่และหน้าที่ของเจ้าอาวาส ส่วนเจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะจังหวัด และรองเจ้าคณะชั้นต่างๆ นั้นต้องดูที่กฎมหาเถรสมาคมฉบับที่ ๒๓ (พ.ศ. ๒๕๔๑) ว่าด้วยระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ ซึ่งมีระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ส่วนกลาง อำนาจหน้าที่ของเจ้าคณะใหญ่ และส่วนภูมิภาคได้แก่ อำนาจหน้าที่ของเจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะตำบลนั้น กฎหมายให้อำนาจสอบสวนอธิกรณ์และสั่งลงโทษพระภิกษุผู้ล่วงละเมิดพระธรรมวินัยเท่านั้นมิได้ให้อำนาจเจ้าอาวาสและเจ้าคณะปกครองมีอำนาจสอบสวนคดีอาญา ดังคำพิพากษาศาลฏีกาที่ ๒๕๙/๒๕๐๙ คดีนี้โจทก์คือนางดำ ฟ้องจำเลยที่ ๑ คือพระภิกษุเหลือง จำเลยที่ ๒ คือนายแดง จำเลยที่ ๓ คือนางขาว ต่อศาลยุติธรรมว่า จำเลยทั้งสามได้กล่าววาจาใส่ความดูหมิ่นโจทก์ต่อหน้าบุคคลที่ ๓ ว่า โจทก์เข้าห้องส้วมกับพระอธิการบุญเฉพาะ ๒ คน เข้าไปทำอะไรก็ไม่รู้ ซึ่งคำกล่าวนี้น่าจะทำให้โจทก์เสียหาย เสียชื่อเสียงและถูกบุคคลอื่นดูหมิ่นเกลียดชัง และต่อมาจำเลยที่ ๑ ได้แจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อ พระครูวิรุฬสุตาภรณ์ พระครูวิฑิตธรรมสาร พระครูอุทุมพรพิทักษ์ พระครูวาทีธรรมคุณ และพระมหาคำมี     ผู้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในการปกครองคณะสงฆ์ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ มาตรา ๔๕ ว่า เห็นโจทก์เข้าห้องส้วมกับพระอธิการบุญเฉพาะสองคน ประมาณ ๕-๖ นาทีแล้วก็แลเห็นโจทก์ออกมา ต่อมาพระอธิการบุญก็ออกมา ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๙๓, ๓๒๖, ๑๗๒, ๑๗๓, ๘๓
         จำเลยให้การปฏิเสธ
         ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยไม่ได้กล่าวถ้อยคำหมิ่นประมาทใส่ความโจทก์ดังฟ้อง สำหรับข้อหาฐานแจ้งความเท็จ พระภิกษุทุกรูปที่โจทก์กล่าวในฟ้องมิใช่เจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๗๒, ๑๗๓ แม้ข้อความที่จำเลยแจ้งจะเป็นเท็จ ก็ลงโทษจำเลยไม่ได้ ไม่จำต้องวินิจฉัย พิพากษายฟ้อง     
        โจทก์อุทธรณ์
        ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
        โจทก์ฎีกา
        ศาลฎีกาเห็นว่า สำหรับความผิดฐานหมิ่นประมาท ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโดยอาศัยข้อเท็จจริง ข้อหาฐานนี้เป็นอันถึงที่สุด คดีมีปัญหามาสู่ศาลฎีกาตามฎีกาโจทก์ว่า การที่จำเลยที่ ๑, ๒ และ ๓ นำความไปแจ้งต่อพระภิกษุผู้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในการปกครองคณะสงฆ์ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตามพระราชบัญญัติสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ มาตรา ๔๕ นั้น หากข้อความที่แจ้งเป็นเท็จจำเลยทั้งสามจะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๗๒, ๑๗๓ หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า ความผิดฐานแจ้งความเท็จที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๗๒, ๑๗๓ นั้น ข้อความที่แจ้งจะต้องเกี่ยวกับความผิดอาญา และเจ้าพนักงานผู้รับแจ้งความจะต้องเป็นพนักงานอัยการ ผู้ว่าคดี พนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาเท่านั้น  ตามข้อเท็จจริงแห่งคดีนี้ฟังได้ว่า จำเลยทั้งสามร้องเรียนและให้การกล่าวโทษพระอธิการบุญเจ้าอาวาส หาว่าล่วงละเมิดพระธรรมวินัย ซึ่งมิใช่ความผิดอันจะต้องรับโทษทางอาญา และมิใช่เป็นการร้องเรียนและให้การกล่าวโทษตัวโจทก์ พระครูวิรุฬสุตาภรณ์เจ้าคณะตำบลผู้รับแจ้งความจากจำเลยที่ ๑ ในชั้นต้นและคณะกรรมการผู้ทำการสอบสวนอธิกรณ์อันประกอบด้วยพระสุนทรธรรมคดีเจ้าคณะอำเภอเป็นประธาน แม้พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ มาตรา ๔๕ จะบัญญัติให้ถือว่าเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาก็ดี ก็มีแต่เพียงอำนาจสอบสวนอธิกรณ์และสั่งลงโทษพระภิกษุผู้ล่วงละเมิดพระธรรมวินัยเท่านั้น หามีอำนาจรับแจ้งความเกี่ยวกับการกระทำความผิดอาญาและมีอำนาจสืบสวนคดีอาญาไม่ ฉะนั้นจึงไม่ใช่เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๗๒, ๑๗๓ คดีไม่มีทางลงโทษจำเลยตามบทกฎหมายที่โจทก์อ้างได้ ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น
        พิพากษายืน
        ศาลฎีกาเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ มาตรา ๔๕ จะบัญญัติให้ถือว่าเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาก็ดี ก็มีแต่เพียงอำนาจสอบสวนอธิกรณ์และสั่งลงโทษพระภิกษุผู้ล่วงละเมิดพระธรรมวินัยเท่านั้น หามีอำนาจรับแจ้งความเกี่ยวกับการกระทำความผิดอาญาและมีอำนาจสืบสวนคดีอาญาไม่ ฉะนั้นจึงไม่ใช่เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๗๒, ๑๗๓  ซึ่งความผิดฐานแจ้งความเท็จที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๗๒, ๑๗๓ นั้นข้อความที่แจ้งจะต้องเกี่ยวกับความผิดอาญา และเจ้าพนักงานผู้รับแจ้งความจะต้องเป็นพนักงานอัยการ ผู้ว่าคดี พนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาเท่านั้น 

 
ผอ.สนง.พระพุทธศาสนาแห่งชาติ


พันตำรวจโท พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์
ผู้อำนวยการสำนักงาน
พระพุทธศาสนาแห่งชาติ

ผู้อำนวยการสถาบันพระสังฆาธิการ

นายพิศาฬเมธ แช่มโสภา
ผู้อำนวยการสถาบันพระสังฆาธิการ
E-BOOK (ฉบับถวายพระสังฆาธิการ)


นาฬิกาบอกวันเวลา
พยากรณ์อากาศ
สถิติผู้เข้าชมเว็บ
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้96
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้100
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้96
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว701
mod_vvisit_counterเดือนนี้1961
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว2992
mod_vvisit_counterผู้เข้าชมทั้งหมด474254

Online (20 minutes ago): 2
Your IP: 103.55.142.140
,
Now is: 2019-08-19 23:17
ราคาน้ำมัน