โครงการถวายความรู้ ฯ เจ้าคณะตำบล รุ่นที่ 23/62
การพัฒนาสถาบันพระสังฆาธิการ
ข่าวสถาบัน
วิสัยทัศน์/พันธกิจ/ยุทธศาสตร์ สถาบันฯ
แผนยุทธศาสตร์สถาบันพระสังฆาธิการ
โครงการถวายความรู้ ฯ เจ้าอาวาส รุ่นที่ 42/61
กฎหมายคณะสงฆ์ และมติ มส. ที่คณะสงฆ์ควรทราบ
บทความทางศาสนา
เกร็ดความรู้สำหรับพระสังฆาธิการ
เว็ปสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
เว็บหน่วยงาน พศ.
Untitled Document

โครงการถวายความรู้ประจำปี 2562



ดาวน์โหลดใบจอบรับ และ แผนที่ตั้งสถาบันพระสังฆาธิการ

- แผนที่การเดินทางมาสถาบันพระสังฆาธิการ

Home

ความรู้เรื่องการลงนิคหกรรม(๓)

                                                                                      นายอุดมศักดิ์ ชูโตชนะ
                                                                                      นักวิชาการศาสนาปฏิบัติการ
                                                                                      สถาบันพระสังฆาธิการ
                   กฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๑๑ (พ.ศ. ๒๕๑๑) ว่าด้วยการลงนิคหกรรม ในลักษณะ ๑ ว่าด้วยนิยาม นั้นเป็นการให้คำจำกัดความของคำต่างๆที่ใช้ในกฎมหาเถรสมาคมฉบับนี้ ตั้งแต่ข้อ ๔(๑) ถึงข้อ ๔ (๑๘) ซึ่งในการศึกษาทำความเข้าใจกฎมหาเถรสมาคมนี้ก็เหมือนกับการเรียนวิชากฎหมายที่จะต้องศึกษาไปทีละข้อไป ซึ่งบทนิยามนี้ผู้เขียนเห็นว่ามีความจำเป็นที่จะต้องคำความเข้าใจก่อนเพื่อที่จะได้เข้าใจข้อความในส่วนอื่นต่อไป

          ข้อ ๔ (๑) “พระภิกษุ”หมายถึง

          ก.พระภิกษุซึ่งมิใช่ผู้ปกครองสงฆ์ รวมถึงพระภิกษุซึ่งดำรงสมณศักดิ์ต่ำกว่าชั้นพระราชาคณะ และ

          ข.พระภิกษุผู้ปกครองสงฆ์ รวมถึงพระภิกษุผู้เป็นกิตติมศักดิ์ผู้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาเจ้าคณะ ผู้ดำรงตำแหน่งเทียบพระสังฆาธิการ และผู้ดำรงตำแหน่งชั้นพระราชาคณะขึ้นไป 

          เหตุที่ต้องให้คำจำกัความอย่างนี้เพราะการลงนิคหกรรมเกี่ยวกับความผิดของพระภิกษุที่มิใช่ผู้ปกครองสงฆ์กับพระภิกษุผู้ปกครองสงฆ์มีความแตกต่างกันในเรื่องผู้มีอำนาจลงนิคหกรรม ก็หมายถึงพระภิกษุที่จะมีอำนาจพิจารณาความผิด แล้วพระราชาคณะ และพระสังฆาธิการ คือใคร พระราชาคณะ หมายถึงพระภิกษุที่ได้รับแต่งตั้งและสถาปนา ให้มีสมณศักดิ์ตั้งแต่ชั้นสามัญจนถึงชั้นสมณศักดิ์สมเด็จพระราชาคณะ สำหรับพระสังฆาธิการนั้นกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๒๔ หมายถึงพระภิกษุผู้ดำรงตำแหน่งปกครองคณะสงฆ์ ดังต่อไปนี้ คือ เจ้าคณะใหญ่ เจ้าคณะภาค รองเจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด รองเจ้าคณะจังหวัด       เจ้าคณะอำเภอ รองเจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะตำบล รองเจ้าคณะตำบล เจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส ผู้ช่วย      เจ้าอาวาส

          ข้อ ๔ (๒) “ความผิด” หมายถึงการล่วงละเมิดพระธรรมวินัย ซึ่งเรียกว่าอาบัติ แยกตามความ    หนักเบาได้ ๓ อย่าง คือโทษหนัก ได้แก่ อาบัติปาราชิก ๔ อย่าง ผู้ต้องอาบัตินี้ขาดจากความเป็นพระภิกษุ  โทษอย่างกลาง ได้แก่ อาบัติสังฆาทิเสส ๑๓ อย่าง ผู้ต้องอาบัตินี้ ต้องอยู่กรรมประพฤติวัตรทรมานตน ทำคืนอาบัติด้วยวุฏฐานวิธีอันสำเร็จด้วยสงฆ์ จึงจะพ้น โทษอย่างเบา ได้แก่ อนิยต ๒ นิสสัคคิยะปาจิตตีย์ ๓๐      ปาจิตตี ๙๒ ปาฏิเทศนียะ ๔  เสขิยะ ๗๕ ผู้ต้องอาบัติเหล่านี้ต้องแสดงอาบัติประจานตนต่อพระภิกษุด้วยกัน

          อาบัติหนักหรือ ครุกาบัติ มีโทษร้ายแรง ได้แก่

                   ปาราชิก มี ๔ ข้อ ได้แก่

          ๑. เสพเมถุน แม้กับสัตว์เดรัจฉานเมีย (ร่วมสังวาสกับคนหรือสัตว์)

          ๒. ถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของไม่ได้ให้ มาเป็นของตน (ลักทรัพย์)

          ๓. พรากกายมนุษย์จากชีวิต ( ฆ่าผู้อื่น)

          ๔. กล่าวอวดอุตริมนุสธรรม

                   สังฆาทิเสส มี ๑๓ ข้อ

          ๑ ปล่อยน้ำอสุจิด้วยความจงใจ เว้นไว้แต่ฝัน

          ๒. เคล้าคลึง จับมือ จับช้องผม ลูบคลำ จับต้องอวัยวะอันใดของสตรีเพศ

          ๓. พูดจาหยาบคาย เกาะกาะสตรีเพศ เกี้ยวพารานสี

          ๔. การกล่าวถึงคุณในการบำเรอตนด้วยกาม หรือถ้อยคำพาดพิงเมถุน

          ๕. ทำตัวเป็นสื่อรัก บอกความต้องการของอีกฝ่ายให้กับหญิงหรือชาย แม้สามีกับภรรยา หรือแม้แต่หญิงขายบริการ

          ๖. สร้างกุฏิด้วยการขอ

          ๗. สร้างวิหารใหญ่โต โดยพระสงฆ์มิได้กำหนดที่ รุกรานคนอื่น

          ๘. แกล้งใส่ความว่าปาราชิกโดยไม่มีมูล

          ๙. แกล้งสมมุติแล้วใส่ความว่าปาราชิกโดยไม่มีมูล

          ๑๐. ยุยงสงฆ์ให้แตกกัน

          ๑๑. เป็นพวกของผู้ที่ทำสงฆ์ให้แตกกัน

          ๑๒. เป็นผู้ว่ายากสอนยาก และต้องโดนเตือนถึง ๓ ครั้ง

          ๑๓. ทำตัวเป็นเหมือนคนรับใช้ ประจบคฤหัสถ์

          อาบัติเบา หรือลหุกาบัติ มีโทษอย่างเบา ได้แก่

                    อนิยต ๒ แปลว่า (ไม่แน่, ไม่แน่นอน) เป็นอาบัติที่อยู่ระหว่าง "ปาราชิก หรือ สังฆาทิเสส หรือปาจิตตีย์" ดังสาระโดยสังเขปคือ "ภิกษุผู้เดียวสำเร็จการนั่งอยู่กับมาตุคาม (สตรี) ผู้เดียว ในที่ลับหู ๑, หรือในที่ลับตา ๑ "
                   นิสสัคคิยะปาจิตตีย์ ๓๐ แปลว่า (จำต้องสละ) อาบัติสิกขานี้ภิกษุจำต้องสละสิ่งของที่เป็นมูลเหตุแห่งอาบัติก่อน (ประกอบด้วย จีวรวรรค ๑๐, โกสิยวรรค ๑๐, ปัตตวรรค ๑๐)
                    ปาจิตตีย์ ๙๒ แปลว่า (การละเมิดยังกุศลธรรมให้ตก) ย่อมฝืนต่ออริยมรรค เป็๋นเหตุแห่งความลุ่มหลงแห่งจิต เพราะเหตุนั้น จึงเรียกความละเมิดนั้นว่า ปาจิตตีย์ (ประกอบด้วย มุสาวาทวรรค ๑๐, ภูตคามวรรค ๑๐, โอวาทวรรค ๑๐, โภชนวรรค ๑๐, อเจลกวรร ๑๐, สุราปานวรรค ๑๐, สัปปาณวรรค ๑๐, สหธรรมมิกวรรค ๑๒, รตนวรรค ๑๐)
                   ปาฏิเทสนียะ ๔  แปลว่า (จะพึงแสดงคืน) หมายถึงธรรมที่น่าติเตียนในศาสนาของพระสุคต. ความผิดที่ต้อง”แสดงคืน” คือ ต้องอาบัติเกี่ยวกับบุคคลใด ให้แสดงกับบุคคลนั้น
                   เสขิยะ ๗๕ แปลว่า (สิ่งที่พึงศึกษาอันควรปฏิบัติ) ข้อนี้เป็นเบื้องต้น เป็นพุทธบัญญัติที่ได้เตือนสติให้ ภิกษุสงฆ์พึงสำรวมกาย วาจา ใจ เมื่อเข้าไป อยู่ในที่ชุมชนหรือในละแวกบ้านของผู้อื่น เพื่อยังให้เกิดความเลื่อมใสของบุคคลในชุมชนนั้นๆ จะได้มีความศรัทธาในพระพุทธศาสนา (ประกอบด้วย สารูป ๒๖, โภชนปฏิสังยุต ๓๐, ธรรมเทศนาปฏิสังยุต ๑๖, ปกิณกะ ๓)

          นอกจากนี้ยังมีความผิดที่มีโทษขั้นเบา เรียกเป็นคำศัพท์ว่า "อาบัติถุลลัจจัย, อาบัติทุกกฎ, และ อาบัติทุพภาษิต" ซึ่งเป็นสิกขาบทที่ไม่ได้มีอยู่ในพระปาติโมกข์
               - ถุลลัจจัย แปลว่า (ความล่วงละเมิดที่หยาบ) ภิกษุแสดงอาบัติถุลลัจจัยในที่ใกล้ภิกษุรูปหนึ่ง และภิกษุรับอาบัตินั้น โทษเสมอด้วยถุลลัจจัยนั้นไม่มี ฉะนั้นจึงเรียกโทษนั้นว่า ถุลลัจจัย เป็นอาบัติหนักรองลงมาจากปาราชิก และสังฆาทิเสส มูลเหตุเกิดขึ้นเมื่อตั้งใจจะละเมิดอาบัติ ๒ อย่างนั้น แต่ทำไม่สำเร็จสมบูรณ์ เพียงแต่คิดเจตนาจะกระทำ เช่นมีความกำหนัด มีจิตปฏิพัทธ์ มีอารมณ์เพศ คิดจะร่วมเพศ แต่ยังไม่ได้ทำ ก็จะอาบัติถุลลัจจัย
               - ทุกกฏ  แปลว่า (ทำไม่ดี) กรรมใดผิดพลั้งและพลาด กรรมนั้นชื่อว่าทำไม่ดี คนทำชั่วอันใดในที่แจ้งหรือในที่ลับ บัณฑิตทั้งหลายย่อมติเตียนว่าเป็นคนทำชั่ว ทำไม่ดี ทำผิด เพราะเหตุนั้น กรรมนั้นจึงเรียกว่าทุกกฏ เป็นอาบัติเบา ส่วนมากเกี่ยวกับมารยาทต่างๆ ที่ไม่เหมาะสม
               - ทุพภาสิต แปลว่า (พูดไม่ดี, คำชั่ว, คำเสียหาย) บทใด อันภิกษุกล่าวไม่ดี พูดไม่ดี และเศร้าหมอง วิญญูชนทั้งหลายย่อมติเตียน บทใด เพราะเหตุนั้น บทนั้น จึงเรียกว่า ทุพภาสิต “พูดไม่ดี” เป็นอาบัตที่เกิดจากความ ผิดพลาดในการพูดไม่เหมาะสม
          ข้อ ๔(๓) “นิคหกรรม” หมายถึง การลงโทษตามพระธรรมวินัย ตามกฏมหาเถรสมาคมฉบับนี้ การลงนิคหกรรมมี ๒ อย่างคือ โทษที่ให้สึก และไม่ถึงให้สึก ส่วนในพระธรรมวินัยได้แยกนิคหกรรมออกเป็น ๖ อย่าง

          ๑. ตัชชนียกรรม คือวีธีลงโทษด้วยการตำหนิโทษไว้

          ๒. นิยสกรรม คือ วิธีลงโทษด้วยการถอดยศให้กลับไปเริ่มต้นถือนิสัยใหม่

          ๓. ปัพพาชนียกรรม คือ วิธีลงโทษด้วยการขับไล่ออกไปจากหมู่คณะหรือจากวัด

          ๔. ปฏิสารณียกรรม คือ วิธีลงโทษด้วยการให้ระลึกถึงอุปการคุณของผู้อื่นหรือให้ไปขอขมาโทษ

          ๕. อุกเขปนียกรรม คือ วิธีลงโทษด้วยการห้ามอยู่ร่วม ห้ามฉันร่วมกับภิกษุทั้งหลายทั่วไป

          ๖. ตัสสปาปิยสิกากรรม คือ วิธีลงโทษด้ยการพิจารณาตามความเหมาะสมหรือควรจะเพิ่มโทษอีก

          ดังนั้น หลักการลงนิคหกรรมนั้น มีหลักเกณฑ์รบัญญัติไว้ในมาตรา ๒๔ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ว่า พระภิกษุจะต้องรับนิคหกรรมก็ต่อเมื่อกระทำการล่วงละเมิดพระธรรมวินัยและนิคหกรรมที่จะลงแก่พระภิกษุ ก็ต้องเป็นนิคหกรรมตามพระธรรมวินัย หมายความว่าภิกษุจะต้องรับนิคหกรรม ต้องประกอบด้วย ๒ องค์ประกอบ คือ ๑ มีการล่วงละเมิดพระธรรมวินัย ๒ นิคหกรรมที่จะลงต้องเป็นนิคหกรรมตามพระธรรมวินัย ซึ่งผู้เขียนก็รวบรวมและเรียบเรียงพอเป็นพื้นฐานสำหรับการทำความเข้าใจในเบื้องต้น

 
ผอ.สนง.พระพุทธศาสนาแห่งชาติ


พันตำรวจโท พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์
ผู้อำนวยการสำนักงาน
พระพุทธศาสนาแห่งชาติ

ผู้อำนวยการสถาบันพระสังฆาธิการ

นายพิศาฬเมธ แช่มโสภา
ผู้อำนวยการสถาบันพระสังฆาธิการ
E-BOOK (ฉบับถวายพระสังฆาธิการ)


นาฬิกาบอกวันเวลา
พยากรณ์อากาศ
สถิติผู้เข้าชมเว็บ
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้44
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้104
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้463
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว717
mod_vvisit_counterเดือนนี้2435
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว3206
mod_vvisit_counterผู้เข้าชมทั้งหมด465524

Online (20 minutes ago): 1
Your IP: 103.55.142.140
,
Now is: 2019-05-24 10:04
ราคาน้ำมัน