โครงการถวายความรู้ ฯ เจ้าคณะตำบล รุ่นที่ 23/62
การพัฒนาสถาบันพระสังฆาธิการ
ข่าวสถาบัน
วิสัยทัศน์/พันธกิจ/ยุทธศาสตร์ สถาบันฯ
แผนยุทธศาสตร์สถาบันพระสังฆาธิการ
โครงการถวายความรู้ ฯ เจ้าอาวาส รุ่นที่ 42/61
กฎหมายคณะสงฆ์ และมติ มส. ที่คณะสงฆ์ควรทราบ
บทความทางศาสนา
เกร็ดความรู้สำหรับพระสังฆาธิการ
เว็ปสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
เว็บหน่วยงาน พศ.
Untitled Document

โครงการถวายความรู้ประจำปี 2562



ดาวน์โหลดใบจอบรับ และ แผนที่ตั้งสถาบันพระสังฆาธิการ

- แผนที่การเดินทางมาสถาบันพระสังฆาธิการ

Home

การขาดจากความเป็นพระภิกษุ

                                                                                                 นายอุดมศักดิ์ ชูโตชนะ
                                                                                                 นักวิชาการศาสนาปฏิบัติการ 
                                                                                                 สถาบันพระสังฆาธิการ

          มีหมายเหตุท้ายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๗๘๒/๒๕๔๓ ซึ่งนายทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ์ ผู้พิพากษาศาล
ฏีกา ได้เขียนหมายเหตุไว้น่าสนใจสมควรที่พระสังฆาธิการ ควรจะได้รับทราบเรื่องการขาดจากความเป็นพระภิกษุ  ดังต่อไปนี้ “การขาดจากความเป็นพระภิกษุ” ตามพระธรรมวินัยนั้น ทางหนึ่งได้แก่กรณีที่พระภิกษุต้องอาบัติปาราชิกซึ่งพระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ ๔ ประการด้วยกันคือ (๑) เสพเมถุน (๒) เอาของที่เจ้าของไม่ให้ ซึ่งพระราชาจะลงโทษถึงประหารชีวิต จองจำหรือเนรเทศ(สมัยนั้นได้แก่การลักเอาของที่มีค่าตั้งแต่ ๕ มาสก (๑ บาท) ขึ้นไป (๓) ฆ่ามนุษย์ และ (๔) อวดอ้างคุณวิเศษที่ไม่มีในตน (ดู วินัยปิฎกเล่มที่ ๑ ชื่อมหาวิภังค์)

          ภิกษุที่ต้องอาบัติปาราชิกเป็นอันขาดจากความเป็นภิกษุทันที โดยไม่ต้องมีพิธีใดๆ และห้ามอุปสมบทอีก ดังนี้ ภิกษุที่ประพฤติพรหมจรรย์อยู่จึงย่อมจะ “รู้อยู่แก่ใจ” ดีว่าตนได้ประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่ต้องอาบัติถึงปาราชิกหรือไม่และตนได้พ้นจากความเป็นภิกษุแล้วหรือยัง

          ส่วนการ “ขาดจากความเป็นพระภิกษุ”อีกทางหนึ่งนั้นได้แก่ “การลาสิกขา” หรือการสละ “สมณเพศ”ซึ่งได้มีการกำหนดไว้ในพระธรรมวินัย (ดู สมเด็จพระมหาสมณเจ้าพระพระยาวชิรญาณวโรรส,วินัยมุข เล่ม ๓,กัณฑ์ที่ ๓๓ มหามกุฎราชวิทยาลัย ๒๕๓๘ น. ๒๑๐-๒๑๕ ) ความโดยสรุปว่า

          ภิกษุผู้เบื่อหน่ายแต่การประพฤติพรหมจรรย์ปราถนาจะกลับคืนไปสู่ความเป็นคฤหัสถ์ย่อมทำได้ด้วยการลาสิกขา คือปฏิญญาตนเป็นคฤหัสถ์ต่อคณะสงฆ์หรือต่อหน้าบุคคลอื่นที่มิใช่ภิกษุก็ได้แต่ต้องเป็นผู้ที่มีสติสมบูรณ์เข้าใจถึงปฏิญญาด้วย

          วิธีการปฏิญญา (ตามอรรถคถา) กำหนดไว้ให้ “ตั้งนโม ๓ จบ แล้วกล่าวคำว่าสิกขํปจจกขามิคิหีติมํธาเรถ ข้าพเจ้าขอลาสิกขาขอให้ท่านทั้งหลายจงจำข้าพเจ้าไว้ว่าเป็นคฤหัสถ์แล้ว ว่าอย่างนี้ ๓ จบต่อจากนั้นถึงเปลื้องผ้าครอง สวมเสื้อผ้าและรับศีล ๕ ต่อไปพร้อมรับพรจากพระเพื่อความเป็นสิริมงคลหากลาสิกขากับคฤหัสถ์ไม่ต้องรับศีล ๕ และรับพร” หรือกล่าวด้วยถ้อยคำอย่างอื่นทำนองเดียวกัน

          (จากคู่มือการเรียนการสอนนักธรรมและธรรมศึกษาชั้นเอก,สำนักพิมพ์เลี่ยงเซียง, ๒๕๔๓ น. ๓๔๗-๓๔๘ ) ดังนี้จะเห็นได้ว่า หากเป็นกรณีขาดจากความเป็นพระภิกษุเมื่อต้องอาบัติปาราชิกนั้นเป็นไปเพราะภิกษุผู้นั้นได้กระทำความผิดขึ้นเอง จึงไม่จำต้องสมัครใจหรือบอกลาสิกขาก็ถือว่าขาดจากความเป็นสมณะแล้ว เปรียบเสมือนเป็นการตายจากการเป็นพระ ถึงไม่ลาออกก็ขาดคุณสมบัติ

          ส่วนการลาสิกขาหรือสละสมณเพศนั้นเป็นเรื่องที่พระภิกษุผู้ใดเบื่อหน่ายต่อการประพฤติพรหมจรรย์ พระธรรมวินัยจึงถือเอาความสมัครใจเป็นที่ตั้ง เพียงขอให้มีพยานรู้เห็นการสละสมณเพศนั้นก็เพียงพอแล้วไม่จำต้องมีพิธีการเป็นพิเศษแต่อย่างใด

          ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ มาตรา ๒๙ กำหนดให้พนักงานสอบสวน “มีอำนาจจัดดำเนินการให้พระภิกษุที่ต้องหาว่ากระทำความผิดอาญาสละสมณเพศได้”เมื่อพนักงานสอบสวนและอัยการเห็นว่าไม่ควรปล่อยชั่วคราว สมควรควบคุมตัวไว้ แต่

๑.      เจ้าอาวาสที่พระรูปนั้นสังกัด ไม่ยอมรับตัวไว้ควบคุม หรือ

๒.      เห็นว่าไม่ควรให้เจ้าอาวาสรับตัวไปควบคุม หรือ

๓.      พระรูปนั้นไม่มีสังกัด หรือเป็นพระจรจัดนั่นเอง

          การจัดดำเนินการให้พระภิกษุดังกล่าวสละสมณเพศเสีย ก็เพื่อไม่ต้องการให้พระภิกษุในผ้าเหลืองต้องเข้าไปอยู่ในคุกนั่นเอง

          อย่างไรก็ตาม การ”การดำเนินการให้สละสมณเพศ”จะต้องทำอย่างไรนั้นตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ มาตรา ๒๗ บัญญัติให้เป็นไปตามกฎมหาเถรสมาคมซึ่งยังมิได้มีการบัญญัติขึ้นแต่อย่างใด ดังนี้พนักงานสอบสวนจะต้องทำอย่างไรจึงจะถือว่าได้ดำเนินการให้สละสมณเพศแล้ว

          ประเด็นปัญหาตามข้อเท็จจริงของคำพิพากษาศาลฎีกานี้จึงอยู่ที่ว่า

๑. การที่พนักงานสอบสวนให้จำเลยกล่าวลาสิกขาต่อหน้าพระพุทธรูปที่อยู่บนสถานีตำรวจนั้นเป็นการ “จัดดำเนินการให้(จำเลย)สละสมณเพศ”ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ หรือไม่

๒. การกระทำของพนักงานสอบสวนตามข้อ ๑ เป็นการกระทำโดยพลการหรือไม่........

ประเด็นที่ ๑ เมื่อพิจารณาจากกรอบการลาสิกขาบทตาม “วินัยมุข”ดังที่อ้างไว้ข้างต้นแล้วจะพบว่าสาระของเรื่องคือ ต้องมีการ “เปล่งวาจาลาสิกขา”     ต่อหน้าพระภิกษุสงฆ์ หรือหากไม่มีก็ให้กระทำต่อหน้าคฤหัสถ์ ที่มีสติสมบูรณ์เข้าใจการปฏิญญานั้น คือให้มีพยานรับรู้นั่นเอง การปฏิญญาต่อหน้าพระพุทธรูปย่อมไม่ใช่สงฆ์ แต่การที่จำเลยกล่าวถ้อยคำลาสิกขาบทบนสถานีตำรวจนั้นเท่ากับได้กระทำต่อหน้าคฤหัสถ์ซึ่งมีสติสมบูรณ์เข้าใจการปฏิญญานั้นแล้วจึงถือได้ว่าเป็นการ “จัดดำเนินการให้ (จำเลย) สละสมณเพศ”ตามพระราชบัญญัติสงฆ์ ภายในกรอบแห่งพระธรรมวินัยแล้ว

ประเด็นที่ ๒ โดยวัตถุประสงค์ของกฎหมายไม่ต้องการให้กักขัง ควบคุมพระภิกษุที่ยังอยู่ในผ้าเหลือง ดังนั้น การที่ตำรวจได้พาจำเลยไปที่วัดที่จำเลยสังกัดเพื่อให้จำเลยสึกแต่เจ้าอาวาสไม่ยอมสึกให้ถือว่าเป็นวิธีการหนึ่งในการ “จัดดำเนินการให้สละสมณเพศ” ตามพระราชบัญญัติสงฆ์ เมื่อวิธีดังกล่าวไม่ได้ผล พนักงานสอบสวนจึงต้องดำเนินการอย่างอื่นในทางที่จะให้เกิดผลจึงได้ดำเนินการให้จำเลยเปล่งวาจาลาสิกขาต่อหน้าพยานที่เป็นคฤหัสถ์ซึ่งก็สามารถทำได้ตามกรอบแห่งพระธรรมวินัย จะว่าเป็นการกระทำโดยพลการไม่ได้เพราะสงฆ์ที่จำเลยสังกัดไม่ยอมรับเสียแล้ว.....

นี่เป็นส่วนหนึ่งของหมายเหตุท้ายคำพิพากษาศาลฎีกาที่คัดย่อมาเพื่อให้พระสังฆาธิการทราบ ซี่งเป็นการอธิบายหลักกฎหมาย เพื่อให้เกิดความเข้าใจถึงเหตุผลที่ใช้ในการพิพากษาคดีด้วย.

 
ผอ.สนง.พระพุทธศาสนาแห่งชาติ


พันตำรวจโท พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์
ผู้อำนวยการสำนักงาน
พระพุทธศาสนาแห่งชาติ

ผู้อำนวยการสถาบันพระสังฆาธิการ

นายพิศาฬเมธ แช่มโสภา
ผู้อำนวยการสถาบันพระสังฆาธิการ
E-BOOK (ฉบับถวายพระสังฆาธิการ)


นาฬิกาบอกวันเวลา
พยากรณ์อากาศ
สถิติผู้เข้าชมเว็บ
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้33
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้104
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้452
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว717
mod_vvisit_counterเดือนนี้2424
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว3206
mod_vvisit_counterผู้เข้าชมทั้งหมด465513

Online (20 minutes ago): 2
Your IP: 103.55.142.140
,
Now is: 2019-05-24 08:03
ราคาน้ำมัน