โครงการถวายความรู้ ฯ เจ้าคณะตำบล รุ่นที่ 23/62
การพัฒนาสถาบันพระสังฆาธิการ
ข่าวสถาบัน
วิสัยทัศน์/พันธกิจ/ยุทธศาสตร์ สถาบันฯ
แผนยุทธศาสตร์สถาบันพระสังฆาธิการ
โครงการถวายความรู้ ฯ เจ้าอาวาส รุ่นที่ 42/61
กฎหมายคณะสงฆ์ และมติ มส. ที่คณะสงฆ์ควรทราบ
บทความทางศาสนา
เกร็ดความรู้สำหรับพระสังฆาธิการ
เว็ปสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
เว็บหน่วยงาน พศ.
Untitled Document

โครงการถวายความรู้ประจำปี 2562



ดาวน์โหลดใบจอบรับ และ แผนที่ตั้งสถาบันพระสังฆาธิการ

- แผนที่การเดินทางมาสถาบันพระสังฆาธิการ

Home

เรื่องวัดฟ้องขับไล่ผู้เช่าออกจากที่วัด

                                                                                      นายอุดมศักดิ์ ชูโตชนะ  
                                                                                       นักวิชาการศาสนาปฏิบัติการ
                                                                                       สถาบันพระสังฆาธิการ

                พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕  มาตรา ๓๓ บัญญัติว่า ที่วัดและที่ซึ่งขึ้นต่อวัดมีดังนี้ คือ ๑) ที่วัด คือที่ซึ่งตั้งวัดตลอดจนเขตของวัดนั้น ๒) ที่ธรณีสงฆ์ คือที่ซึ่งเป็นสมบัติของวัด ๓) ที่กัลปนา คือที่ซึ่งมีผู้อุทิศแต่ผลประโยชน์ให้วัดหรือพระพระศาสนา วัดที่มีที่ดินมากก็อาจทำให้เกิดประโยชน์จากที่ดินโดยอาจให้เช่าตามความเหมาะสมของสภาพพื้นที่ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ต่างกัน เช่นทำนา ทำสวน ทำไร่ ปลูกบ้านพักอาศัย ปลูกอาคารพาณิชย์ โรงงาน หรือสถานที่ทำการส่วนราชการ เป็นต้น ซึ่งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้วางแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการให้เช่าหรือให้ใช้ประโยชน์ที่ดินซึ่งเป็นศาสนสมบัติของวัด แต่หากว่าสัญญาเช่าที่ดินสิ้นสุดลงและวัดไม่ต้องการให้เช่าต่อไป แต่ผู้เช่าไม่ยอมออกโดยอ้างเหตุผลต่างๆนานา ก็จะเป็นข้อพิพาทระหว่างวัดกับผู้เช่า ซึ่งหากเจรจาไกล่เกลี่ยกันไม่สำเร็จ วัดก็ต้องฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรม ดังคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๔๖๐-๖๔๗๒/๒๕๕๑ คดีนี้วัดพนัญเชิงวรวิหาร เป็นโจทก์ฟ้อง นางสุธา กับพวก เป็นจำเลยที่ ๑ – ๑๓ ว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคล ประเภทวัด ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อปี ๒๔๒๓ มีพระธรรมญาณมุนีหรือพระญาณไตรโลกเป็นเจ้าอาวาส โจทก์มอบอำนาจให้พระพิพัฒน์วราภรณ์             รองเจ้าอาวาสเป็นผู้ดำเนินคดีแทนในสองสำนวนแรก และมอบอำนาจให้นายไพรัช ปลื้มญาติเป็นผู้ดำเนินคดีแทนในสิบเอ็ดสำนวนหลัง โดยบรรยายฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๙๑๔๙ ตำบลคลองสวนพลู อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เนื้อที่ ๘๒ ไร่ ๓ งาน ๓๐ ตารางวา เมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๓๘  จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ถึงที่ ๑๓ ต่างทำสัญญาเช่าที่ดินคนละส่วนจากโจทก์ มีกำหนด ๑ ปี นับแต่วันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๓๘ ถึงวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๓๙  เพื่อปลูกบ้านพักอาศัย เมื่อครบกำหนดระยะเวลาการเช่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ถึงที่ ๑๓ ไม่ยอมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ ส่วนจำเลยที่ ๒ ปลูกบ้านพักอาศัยในที่ดินของโจทก์โดยโจทก์ไม่ยินยอม โจทก์ประสงค์จะใช้ที่ดินทำประโยชน์ จึงได้บอกกล่าวให้จำเลยทั้งสิบสามรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดิน จำเลยทั้งสิบสามเพิกเฉย และยังคงอยู่ในที่ดินโดยละเมิดต่อสิทธิโจทก์ตลอดมา โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยที่ ๑- ๑๓  และบริวารรื้อถอนบ้านพักอาศัยและสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินโจทก์และใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะรื้อถอนและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์

          จำเลยทั้งสิบสามสำนวนให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง พระธรรมญาณมุนีหรือพระญาณไตรโลกซึ่งเป็นเจ้าอาวาสมีอำนาจกระทำการแทนโจทก์เฉพาะในกิจการทั่วไป ไม่มีอำนาจฟ้องคดีหรือมอบอำนาจให้ผู้ใดฟ้องคดีแทนโจทก์ได้ ลายมือชื่อของพระธรรมญาณมุนีหรือพระญาณไตรโลกในหนังสือมอบอำนาจเป็นลายมือชื่อปลอม โจทก์มิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินที่จำเลยทั้งสิบสามปลูกบ้านพักอาศัย ที่ดินดังกล่าวเป็นของวัดโคกร้างซึ่งยังมิได้เพิกถอนทะเบียนวัดและไม่เคยมีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่วัดใด ถือว่าเป็นศาสนสมบัติกลางซึ่งอยู่ในความดูแลของกรมการศาสนา จำเลยทั้งสิบสามครอบครองที่ดินดังกล่าวมาไม่ต่ำกว่า ๕๐ ปี แท้จริงแล้วที่ดินของโจทก์มีเนื้อที่เพียง ๗๑ ไร่เศษ มิใช่ ๘๒ ไร่ ๓ งาน ๓๐ ตารางวา ตามที่ระบุในโฉนดที่ดิน การออกโฉนดที่ดินของโจทก์กระทำโดยไม่ชอบ เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์เกินเลยไปโดยสำคัญผิด  เนื่องจากโจทก์หรือผู้แทนนำชี้แนวเขตรุกล้ำที่ดินของบุคคลอื่น โดยมิได้แจ้งเจ้าของที่ดินข้างเคียงและจำเลยทั้งสิบสามให้ไปคัดค้านหรือระวังแนวเขตโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสิบสามโดยอ้างว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ โจทก์กันที่ดินไว้เพื่อจัดประโยชน์หรือนำออกให้เช่าเป็นการไม่ชอบ เพราะไม่ได้รับความเห็นชอบจากกรมการศาสนา และไม่ได้รับอนุมัติจากมหาเถรสมาคมตามกฎกระทรวงฉบับที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๑๑) ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ โจทก์มิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่จะมีอำนาจให้เช่าที่ดินได้ จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินกับโจทก์โดยสำคัญผิดว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน สัญญาเช่าที่ดินตามฟ้องจึงตกเป็นโมฆะก่อนครบกำหนดสัญญาเช่า โจทก์ให้คำมั่นว่าจะให้จำเลยทั้งหมดเช่าที่ดินต่อไปคราวละ ๑ ปี จนครบ ๒๐ ปีสัญญาเช่าที่ดินจึงยังไม่ครบกำหนด นอกจากนี้โจทก์ให้จำเลยทั้งหมดช่วยออกเงินค่าคมดินเทคอนกรีตบนที่ดินที่เช่าและบริเวณใกล้เคียงทำเป็นทาง อันเป็นการเรียกค่าตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าการเช่าธรรมดา โจทก์จึงมีความผูกพันต้องไปจดทะเบียนการเช่าระยะเวลา ๒๐ ปี แต่โจทก์บ่ายเบี่ยงตลอดมา โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายที่ดินตามฟ้องโดยสภาพไม่อาจนำออกให้เช่าได้ เนื่องจากทำเลที่ตั้งไม่เหมาะสม ขอให้ยกฟ้อง

          ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสิบสามและบริวารรื้อถอนบ้านพักอาศัยพร้อมขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์ และห้ามจำเลยทั้งสิบสามและบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวอีกต่อไปและให้จำเลยทั้งสิบสามชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์เดือนละ ๑,๐๐๐ บาท นับแต่วันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๔๗ จนกว่าจำเลยทั้งสิบสามจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์ กับให้จำเลยทั้งสิบสามร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

          จำเลยทั้งสิบสามอุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน

          จำเลยทั้งสิบสามฎีกา

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้เบื้องต้นว่า โจทก์เป็นวัดในพระพุทธศาสนา โดยเป็นพระอารามหลวง ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาตั้งแต่ปี ๒๔๒๓ ตามหนังสือรับรองสภาพวัดกรมการศาสนา โจทก์มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๙๑๔๙ ตำบลคลองสวนพลู อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เนื้อที่ ๘๒ ไร่ ๓ งาน ๓๐ ตารางวา ตามสำเนาโฉนดที่ดิน ที่ดินดังกล่าวเป็นที่ตั้งวัดโจทก์ เขตที่ดินด้านทิศตะวันตกอยู่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา จำเลยทั้งสิบสามต่างปลูกบ้านพักอาศัยอยู่ในที่ดินดังกล่าวบางส่วนทางด้านทิศตะวันตกและทิศใต้ โดยจำเลยที่ ๑ ที่ ๓ – ๑๓ ทำสัญญาเช่าที่ดินจากโจทก์มีกำหนด ๑ ปี นับแต่วันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๓๘ และทำบันทึกขออาศัยอยู่ในที่ดินหลังจากครบกำหนดระยะเวลาการเช่าต่อไปอีกจนถึงวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๔๑ ตามสัญญาเช่าที่ดินและบันทึกต่อท้ายสัญญา แต่เมื่อครบกำหนดระยะเวลาในวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๔๑ จำเลยยังคงอยู่ในที่ดินตลอดมา เช่นเดียวกับจำเลยที่ ๒ ซึ่งอยู่ในที่ดินโดยมิได้ทำสัญญาเช่าที่ดินกับโจทก์ โจทก์ประสงค์จะนำที่ดินที่จำเลยทั้งสิบสามปลูกบ้านพักอาศัยไปจัดสร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรม ขยายโรงเรียนวัดพนัญเชิงกับสร้างเขื่อนด้านที่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา และได้จัดสถานที่แห่งใหม่พร้อมสาธารณูปโภคให้แก่จำเลยทั้งสิบสามไว้แล้ว แต่จำเลยทั้งสิบสามไม่ยอมขนย้ายไปอยู่สถานที่แห่งใหม่ที่โจทก์จัดให้

          คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสิบสามว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสิบสามหรือไม่ เห็นว่า โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้องตรงกับสำเนาสัญญาเช่าที่ดินที่แนบท้ายฟ้องว่า ที่ดินที่จำเลยที่ ๑ ที่ ๓ ถึงที่ ๑๓ เช่าจากโจทก์เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ มิได้กล่าวถึงสิทธิอื่น เป็นการยืนยันว่าโจทก์มีอำนาจให้เช่าเพราะโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์แต่อย่างเดียว...จำเลยทั้งสิบสามฎีกาว่าสรุปความว่า โฉนดที่ดินของโจทก์ออกโดยไม่ถูกต้อง เพราะได้รวมที่ดินวัดโคก และวัดรอซึ่งเป็นวัดร้างอันเป็นศาสนสมบัติที่อยู่ในอำนาจหน้าที่        กรมการศาสนาเข้าไว้ด้วย เห็นว่า โจทก์นำสืบถึงความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยมีโฉนดที่ดินซึ่งทางราชการออกให้ เมื่อปี ๒๕๐๑ มาแสดงต่อศาล โฉนดที่ดินดังกล่าวเป็นเอกสารมหาชน ซึ่งสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้อง และเป็นหน้าที่ของคู่ความฝ่ายที่ถูกเอกสารนั้นมายันต้องนำสืบความไม่บริสุทธิ์หรือความไม่ถูกต้องแห่งเอกสารตามที่บัญญัติไว้ในประมวลวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๒๗ จำเลยทั้งสิบสามจึงมีหน้าที่ต้องนำสืบให้เห็นถึงความไม่บริสุทธิ์หรือความไม่ถูกต้องของโฉนดที่ดิน ข้อนี้แม้จำเลยทั้งสิบสามจะนำสืบโดยมีสำเนาคำขอรังวัดออกโฉนดและรูปแผนที่จำลอง มาแสดงว่า ที่ดินที่โจทก์ขอออกโฉนดได้รวมพื้นที่ ๓ วัดคือ วัดโจทก์ วัดโคก และวัดรอและตามสูจิบัตรงานสมโภชหลวงพ่อพระพุทธไตรรัตนนายก (หลวงพ่อโต) ครบ ๖๗๘ ปี ซึ่งโจทก์จัดทำเพื่อแจกผู้ไปร่วมงานระบุว่าที่ดินโจทก์ได้รวมพื้นที่วัดโคก วัดรอและวัดร้างอื่นอีก ๒ วัด คือวัดมณฑปและวัดขอม หรือวัดสวนพลูเข้าไว้ด้วยกันก็ตาม แต่ก็ได้ความตามสูจิบัตรประวัติวัดพนัญเชิงวรวิหารว่า วัดโจทก์มีประวัติเป็นพระอารามหลวงเก่าแก่ พระเจ้าสายน้ำผึ้งได้สถาปนาขึ้นเป็นพระอาราม ให้นามชื่อว่าวัดพระเจ้าพระนางเชิง ตั้งแต่จุลศักราช ๔๐๖ ปีมะโรง ฉ ศก (ประมาณ พ.ศ. ๑๕๘๗) เป็นต้นมา โดยเฉพาะวัดขอมหรือวัดสวนพลูซึ่งกล่าวไว้เป็นลำดับสุดท้าย ตามสูจิบัตรดังกล่าวก็ระบุว่าได้รับประกาศรวมเข้ากับวัดโจทก์เมื่อปี ๒๔๘๘ ส่วนวัดรอและวัดมณฑปรวมทั้งวัดโคกซึ่งเป็นวัดที่จำเลยทั้งสิบสามให้การต่อสู้ว่าปลูกบ้านพักอาศัยอยู่ในที่ดินของวัดนั้น กลับไม่ปรากฎตามสูจิบัตรว่าได้รวมเข้ากับวัดโจทก์ตั้งแต่ปีใด ซึ่งอาจจะเป็นเพราะได้รวมเข้ากับวัดโจทก์มาก่อนนานแล้วจนไม่สามารถสืบพบประวัติเป็นได้ ประวัติการรวมวัดตามที่ได้ระบุไว้ในสูจิบัตรดังกล่าว จำเลยทั้งสิบสามมิได้นำสืบหักล้างว่าไม่ถูกต้องหรือคลาดเคลื่อนอย่างไรทั้งไม่ปรากฎจากทางนำสืบของจำเลยทั้งสิบสามว่า เจ้าพนักงานฝ่ายพระราชอาณาจักรเคยเข้าปกครองรักษาวัดโคกตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ รัตนโกสินทร์ศก ๑๒๑ มาตรา ๘ นอกจากนี้ยังได้ความจากนายสมชายพยานโจทก์ซึ่งเป็นหัวหน้าสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพระนครศรีอยุธยาว่า ไม่ปรากฎชื่อวัดโคกอยู่ในทะเบียนวัดร้างของจังหวัด จึงมีเหตุน่าเชื่อว่า วัดโคกเป็นวัดร้างที่รวมเข้ากับวัดโจทก์ก่อนที่จะมีพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ รัตนโกสินทร์ศก ๑๒๑ ออกมาใช้บังคับ การรวมวัดโคกเข้ากับวัดโจทก์จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการรวมวัดที่ไม่ชอบหรือขัดต่อกฎหมายที่ดิน วัดโคกที่รวมเข้ากับวัดโจทก์จึงย่อมเป็นศาสนสมบัติของโจทก์มิใช่ศาสนสมบัติกลาง ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของ  กรมการศาสนาที่จะดูแลรักษาและจัดการ โจทก์ชอบที่จะขอออกโฉนดครอบคลุมที่ดินทั้งหมดอันเป็น     ศาสนสมบัติของตนได้ ส่วนที่จำเลยทั้งสิบสามมีนายชาญพิบูณย์ นิติกรสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มาเบิกความเป็นพยานว่า พยานตรวจไม่พบว่ามีมติของมหาเถรสมาคมที่ให้รวมวัดโคกเข้ากับวัดโจทก์นั้น เห็นว่า มหาเถรสมาคมเป็นสถาบันที่เพิ่งบัญญัติให้มีขึ้นตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ คำเบิกความของพยานจำเลยปากนี้จึงไม่อาจบ่งชี้ว่าวัดโคกมิได้รวมเข้ากับวัดโจทก์ นายกรีพลพยานจำเลย ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของสำนักงานที่ดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยาก็เบิกความว่า การถือครองที่ดินตามโฉนดที่ดินที่ทางราชการออกแก่โจทก์ถือว่าถูกต้องตามกฎหมาย ส่วนพยานจำเลยปากอื่นไม่อยู่ในฐานะที่จะยืนยันความถูกต้องของการออกโฉนดที่ดินดังกล่าวได้ พยานหลักฐานที่จำเลยทั้งสิบสามนำสืบมาจึงยังไม่พอหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ซึ่งนำสืบด้วยเอกสารมหาชน ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินที่จำเลยทั้งสิบสามปลูกบ้านพักอาศัย ทั้งการฟ้องคดีเพื่อขับไล่ผู้ที่อยู่ในที่ดินของวัดโดยละเมิดก็หาได้อยู่ในบังคับที่จะต้องได้รับความเห็นชอบจากกรมการศาสนาหรือได้รับอนุมัติจากมหาเถรสมาคมตามกฎกระทรวงฉบับที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๑๑) ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ดังที่จำเลยทั้งสิบสามฎีกาไม่ โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสิบสามและเรียกค่าเสียหาย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาให้ขับไล่จำเลยทั้งสิบสามและให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสิบสามทุกข้อฟังไม่ขึ้น

 
ผอ.สนง.พระพุทธศาสนาแห่งชาติ


พันตำรวจโท พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์
ผู้อำนวยการสำนักงาน
พระพุทธศาสนาแห่งชาติ

ผู้อำนวยการสถาบันพระสังฆาธิการ

นายพิศาฬเมธ แช่มโสภา
ผู้อำนวยการสถาบันพระสังฆาธิการ
E-BOOK (ฉบับถวายพระสังฆาธิการ)


นาฬิกาบอกวันเวลา
พยากรณ์อากาศ
สถิติผู้เข้าชมเว็บ
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้33
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้104
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้452
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว717
mod_vvisit_counterเดือนนี้2424
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว3206
mod_vvisit_counterผู้เข้าชมทั้งหมด465513

Online (20 minutes ago): 2
Your IP: 103.55.142.140
,
Now is: 2019-05-24 08:03
ราคาน้ำมัน