โครงการถวายความรู้ ฯ เจ้าคณะตำบล รุ่นที่ 23/62
การพัฒนาสถาบันพระสังฆาธิการ
ข่าวสถาบัน
วิสัยทัศน์/พันธกิจ/ยุทธศาสตร์ สถาบันฯ
แผนยุทธศาสตร์สถาบันพระสังฆาธิการ
โครงการถวายความรู้ ฯ เจ้าอาวาส รุ่นที่ 42/61
กฎหมายคณะสงฆ์ และมติ มส. ที่คณะสงฆ์ควรทราบ
บทความทางศาสนา
เกร็ดความรู้สำหรับพระสังฆาธิการ
เว็ปสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
เว็บหน่วยงาน พศ.
Untitled Document

โครงการถวายความรู้ประจำปี 2562



ดาวน์โหลดใบจอบรับ และ แผนที่ตั้งสถาบันพระสังฆาธิการ

- แผนที่การเดินทางมาสถาบันพระสังฆาธิการ

Home

เรื่อง ผลของการเมาสุราแล้วไปอาละวาดในวัด

                                                                                          โดย นายอุดมศักดิ์ ชูโตชนะ
                                                                                           นักวิชาการศาสนาปฏิบัติการ
                                                                                           สถาบันพระสังฆาธิการ

                การดื่มสุรานั้นนอกจากจะทำให้เสียทรัพย์เสียสุขภาพแล้วบางคนอาจจะติดคุกหรือหนักที่สุดก็อาจจะเสียชีวิตได้ตั้งแต่เมาแล้วขับรถ เมาแล้วทะเลาะวิวาทหรือบางคนไม่ได้เมาแต่อาจถูกคนเมาขับรถมาชน หรือยิงปืนถูกใส่จนเสียชีวิต รัฐก็พยายามออกกฎหมายขึ้นมาควบคุมการดื่มสุราทั้งห้ามการขายแก่เด็กและเยาวชน กำหนดช่วงเวลาขาย เพิ่มโทษการเมาแล้วขับ หรือห้ามดื่มสุราภายในรถอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องดี ทั้งนี้ศาสนาพุทธนั้นได้กำหนดให้การดื่มสุราเป็นการก่อเวรสร้างกรรมตามที่ระบุในศีลข้อ ๕ นี่เป็นคำสอนที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้กว่า ๒๖๐๐ ปีมาแล้ว แต่ก็ยังมีคนบางจำพวกยิ่งกว่านั้นครับ นอกจากเมาแล้วยังไม่พอยังเข้าไปอาวะวาดในงานบุญภายในวัด  รวมทั้งกล่าววาจาหยาบคายต่อเจ้าอาวาสอีก ผลก็คือถูกจับดำเนินคดี ดังคดีนี้ตามคำพิพากษาศาลฏีกาที่ ๓๙๒/๒๕๐๐ คดีนี้พนักงานอัยการจังหวัดร้อยเอ็ดเป็นโจทก์ ฟ้องนายสีกับพวกรวม ๓ คนเป็นจำเลย ว่าจำเลยสมคบกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายบทหลายกระทง บางกระทงยุติเพียงศาลอุทธรณ์ คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะข้อหาว่า เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๔๙๘ เวลากลางคืนระหว่างที่พุทธศาสนิกชนประชุมกันนมัสการถวายต้นดอกไม้และปราสาทผึ้งต่อพระภิกษุเคน  เจ้าอาวาสวัดกุดแข้ จำเลยบังอาจเสพสุรามืนเมาเข้าไปในบริเวณวัดแล้วขึ้นบนกุฎิพระภิกษุเคนเอาต้นดอกไม้และปราสาทผึ้งซึ่งพุทธศาสนิกชนถวายพระภิกษุเคนลงไปที่พื้นดิน ใช้เท้าถีบเตะต้นดอกไม้และปราสาทผึ้งเสียหายคิดเป็นเงิน ๖๕ บาทโดยจำเลยมิได้มีอำนาจที่จะทำได้โดยชอบด้วยกฎหมายกับใช้วาจาหมิ่นประมาทซึ่งหน้าพระภิกษุเคนและว่าพระภิกษุเคนเป็นชู้กับนางเหลามารดาของนายสี จำเลย ทำให้พระภิกษุเคนได้รับความอับอายเสียชื่อเสียง เหตุเกิดที่ตำบลนางาม จังหวัดร้อยเอ็ด ขอให้ลงโทษจำเลยตามกฎหมาย

          จำเลยทุกคนปฏิเสธข้อกล่าวหาโจทก์

          ศาลจังหวัดร้อยเอ็ดพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้องโจทก์

          โจทก์อุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า ที่วัดกุดแข้มีพระภิกษุองค์เดียวคือพระภิกษุเคน เจ้าอาวาสอยู่กับสามเณรอีกองค์หนึ่งก่อนเกิดเหตุ ๒ วัน นายสี จำเลยกล่าวหาว่า พระภิกษุเคนเป็นปราชิก ได้เสียกับนางเหลา มารดาของนายสี จำเลย และเป็นแม่ยายนายสุพรม จำเลย ชาวบ้านประชุมลงความเห็นให้พระภิกษุเคนสึกแต่พระภิกษุเคนไม่ยอมสึก วันเกิดเหตุเป็นวันออกพรรษา เวลาประมาณ ๒๐ น. ชาวบ้านกุดแข้ประมาณ     ๒๐๐ คน ได้แห่ต้นดอกไม้และปราสาทผึ้งไปยังวัดกุดแข้เอาขึ้นไปบนกุฏิพระภิกษุเคน เพื่อถวายตามพิธีกรรมทางพุทธศาสนา ขณะนั้นจำเลยทั้งสามมีอาการมึนเมาสุราขึ้นไปบนกุฏิพระภิกษุเคน นายสมพงษ์กับนายสุพรมจำเลยเข้าไปหยิบปราสามผึ้ง ที่ชาวบ้านกำลังจะถวายพระคนละต้น นายสุพรม จำเลยพูดว่า “ให้กูยังได้บุญกว่ามัน”นายสี จำเลยว่า “ให้หมายังดีกว่าบักเคน” นายสมพงษ์ จำเลยว่า “ให้หัวมันหยัง(ทำไม)มันไม่มีศีลสักตัว”แล้วจำเลยพาปราสาทผึ้งไปเตะกันเล่นที่ข้างล่าง

          ศาลอุทธรณ์เห็นว่า การที่พุทธศาสนิกชนแห่ต้นดอกไม้และปราสาทผึ้งไปวัดกุดแข้เพื่อถวายพระ เป็นการประกอบพิธีกรรมในทางพุทธศาสนาและกำลังประชุมกันเพื่อทำพิธีกรรมอยู่ จำเลยทั้งสามถือเอาสาเหตุคุมแค้นพระภิกษุเคนมาก่อน ขึ้นไปกล่าววาจาหยาบด่าประจานพระภิกษุเคนแล้วเอาปราสามผึ้งของชาวบ้านไปเตะเล่นแต่ของที่เสียหายเป็นของชาวบ้านยังมิทันถวาย จะเป็นของผู้ใดไม่ปรากฏ เมื่อผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์โจทก์จะฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ไม่ได้ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทซึ่งหน้าและก่อให้เกิดการวุ่นวายในขณะที่พุทธศาสนิกชนชุมนุมกันนมัสการกระทำพิธีกรรมทางศาสนา จึงพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา ๑๗๓ และมาตรา ๓๓๙ ข้อ ๒ แต่ให้ลงโทษตามมาตรา ๑๗๓ อันเป็นบทหนัก ให้จำคุกจำเลยคนละสามเดือน นอกจากนี้คงยืน

          จำเลยฎีกา

          ศาลฎีกาประชุมปรึกษาคดีแล้ว ทางพิจารณาฟังได้ว่า บรรดาพยานโจทก์รู้จักจำเลยทุกคนดีอยู่ และจำเลยเคยมีสาเหตุอย่างรุนแรงกันมากับพระภิกษุเคน ถึงกับประชุมชาวบ้านออกความเห็นควรให้พระภิกษุเคนสึกจากพระ แต่มีจำนวนน้อย ส่วนข้างมากยังนับถือพระภิกษุเคนอยู่ กรณีที่พระภิกษุเคนต้องหาปราชิกนั้นทางคณะสงฆ์ไต่สวนแล้วชี้ขาดว่า พระภิกษุเคนยังบริสุทธิ์ คืนนั้นจำเลยทั้งสามได้เสพสุราจนเมาขึ้นไปเกะกะระรานถึงบนกุฏิพระภิกษุเคนต่อหน้าชุมนุมชน ซึ่งศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลล่างทั้งสองว่า พยานโจทก์จำจำเลยได้ไม่ผิด เพราะนอกจากจำเลยจะขัดขวางพิธีกรรมทางศาสนาที่พุทธศาสนิกชนกำลังประกอบอยู่แล้ว จำเลยยังกล่าววาจาหยาบคายพระภิกษุเคนต่อหน้าพระภิกษุเคนและชาวบ้านอีก ถึงพยานโจทก์จะแตกต่างกันบ้างก็เป็นพลความ อันถ้อยคำของจำเลยที่กล่าวขึ้นนั้นมีลักษณะเป็นการหมิ่นประมาทซึ่งหน้าด้วย พยานฐานที่ของจำเลยไม่สามารถหักล้างพยานโจทก์ ศาลอุทธรณ์ชี้ขาดความผิดของจำเลยไว้ชอบแล้ว

          จึงพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เว้นแต่การวางบทลงโทษจำเลยให้เปลี่ยนเป็นประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๐๗ (แก้ไขใหม่) ซึ่งเป็นบทที่มีอัตราโทษเบากว่ากฎหมายลักษณะอาญา     

          ประเทศไทยนั้นถือว่ามีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจากการดื่มสุรามากติดอันดับโลกโดยเฉพาะการเมาแล้วขับรถโดยเฉพาะในช่วงเทศกาลต่างๆเช่น ปีใหม่ สงกรานต์ รัฐก็คงต้องเข้มงวดการบังคับใช้กฎหมายและการทำให้กฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์ ประชาชนเกรงกลัวก็คงจะช่วยแก้ปัญหาได้

 
ผอ.สนง.พระพุทธศาสนาแห่งชาติ


พันตำรวจโท พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์
ผู้อำนวยการสำนักงาน
พระพุทธศาสนาแห่งชาติ

ผู้อำนวยการสถาบันพระสังฆาธิการ

นายพิศาฬเมธ แช่มโสภา
ผู้อำนวยการสถาบันพระสังฆาธิการ
E-BOOK (ฉบับถวายพระสังฆาธิการ)


นาฬิกาบอกวันเวลา
พยากรณ์อากาศ
สถิติผู้เข้าชมเว็บ
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้1
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้101
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้602
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว730
mod_vvisit_counterเดือนนี้1766
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว2992
mod_vvisit_counterผู้เข้าชมทั้งหมด474059

Online (20 minutes ago): 2
Your IP: 103.55.142.140
,
Now is: 2019-08-18 00:03
ราคาน้ำมัน