วิสัยทัศน์/พันธกิจ/ยุทธศาสตร์ สถาบันฯ
แผนยุทธศาสตร์สถาบันพระสังฆาธิการ
โครงการถวายความรู้ ฯ เจ้าอาวาส รุ่นที่ 39/60
โครงการถวายความรู้ ฯ เจ้าอาวาส รุ่นที่ 40/60
โครงการถวายความรู้ฯเจ้าคณะตำบล รุ่นที่ 21/60
กฎหมายคณะสงฆ์ และมติ มส. ที่คณะสงฆ์ควรทราบ
บทความทางศาสนา
เกร็ดความรู้สำหรับพระสังฆาธิการ
เว็ปสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
เว็บหน่วยงาน พศ.
Untitled Document
Home ประวัติพระประธานปางโปรดอาฬวกยักษ์

ประวัติพระพุทธรูปปางโปรดอาฬวกยักษ์

พระพุทธรูปปางโปรดอาฬวกยักษ์
พระประธานประจำสถาบันพระสังฆาธิการ อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี

            ยักษ์ หมายถึง อมนุษย์พวกหนึ่ง มีรูปร่างใหญ่โตน่ากลัวมีเขี้ยวงอกโง้ง ชอบกินมนุษย์กินสัตว์เป็นอาหาร  มีฤทธิ์เหาะเหิรเดินอากาศและจำแลงแปลงตัวได้ ในบทสวดพุทธชัยมงคลคาถา หรือคาถาแห่งชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของพระพุทธเจ้า ๘ ประการ ในบทที่สอง กล่าวถึง อาฬวกยักษ์ว่าเป็นยักษ์ที่ดุร้าย       หยาบกระด้าง ร้ายยิ่งกว่ามาร มีผ้าแพรวิเศษเป็นอาวุธประจำตน ได้ต่อสู้กับพระพุทธเจ้าตลอดทั้งคืน        มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งไปนมัสการหลวงพ่อพระพุทธชินราช แล้วถามว่าตรงฐานด้านล่างซุ้มเรือนแก้วของ      องค์พระพุทธชินราชจะปรากฏว่ามียักษ์เฝ้าอารักขา ยักษ์ที่อยู่ทางขวามือมีประวัติเป็นมาอย่างไร ทำไมจึงต้องเอามือจับศีรษะไว้ พระคุณเจ้าท่านอธิบายว่า ยักษ์ที่อารักขา ๒ ตน คือ ยักษ์ที่อยู่ด้านพระหัตถ์ซ้าย คือ ท้าวเวสสุวรรณ และยักษ์ที่อยู่ด้านพระหัตถ์ขวา คือ อาฬวกยักษ์ เป็นยักษ์ที่มีฤทธานุภาพมาก สาเหตุที่ต้องเอามือจับศีรษะไว้ เพราะมีผ้าแพรเป็นอาวุธพิเศษ จึงต้องเอามือจับผ้าแพรวิเศษไว้บนศีรษะตลอดเวลา มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับยักษ์ตนนี้ไว้ ดังนี้

            สมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ เชตวันมหาวิหาร นครสาวัตถี พระเจ้าอาฬวี กษัตริย์แห่งอาฬวีนคร ทรงชอบเข้าป่าล่าสัตว์ วันหนึ่ง พระเจ้าอาฬวีทรงขี่ม้าไล่ตามกวางและได้พลัดหลงกับพวกทหาร เมื่อไล่ตามกวางไม่ทัน จึงเข้าไปพักในร่มไม้ไทรใหญ่ ต้นไม้นั้นอยู่ในเขตหวงห้ามของอาฬวกยักษ์ ซึ่งได้รับพรจากพระอิศวรให้จับกินคนและสัตว์ที่พลัดหลงเข้ามาได้ พระเจ้าอาฬวีก็ต้องตกเป็นอาหารของยักษ์เช่นกัน แต่พระองค์ประสงค์จะรักษาชีวิต จึงตรัสว่าถ้าปล่อยเรากลับพระนครแล้วจะส่งคนมาให้กินวันละ ๑ คนทุกวัน อาฬวกยักษ์ก็ตกลง เมื่อพระเจ้าอาฬวีกลับเมืองแล้วก็ทรงประชุมเหล่าอำมาตย์ ตรัสเล่าเรื่องยักษ์ให้ฟัง อำมาตย์ก็จัดการส่งนักโทษไปให้ยักษ์กินวันละ ๑ คน จนนักโทษหมด สุดท้ายต้องส่งเด็กไปแทน ในที่สุดก็หาเด็กไม่ได้ เพราะชาวเมืองพากันอพยพลูกหลานไปอยู่ที่อื่น อำมาตย์จึงจับพระราชกุมารของพระเจ้าอาฬวีส่งไปให้อาฬวกยักษ์กินเป็นอาหาร

            พระพุทธเจ้า ทรงทราบด้วยพระญาณ จึงเสด็จไปยังที่อยู่ของอาฬวกยักษ์ เพื่อจะทรมานให้สิ้นความดุร้ายกลายเป็นยักษ์ที่ดี เมื่อยักษ์กลับมาถึงวิมาน เห็นพระพุทธเจ้าก็โมโหโกรธา แทนที่จะค่อยพูดจากันในฐานะเจ้าของบ้าน กลับใช้อาวุธร้ายแรง ร่วมทั้งผ้าแพรวิเศษทำร้ายพระพุทธเจ้า ด้วยพุทธานุภาพ อาวุธทุกชนิดกลายเป็นเครื่องสักการะบูชา ในที่สุดยักษ์ก็หมดฤทธิ์เดชหยุดราวี ได้แต่เรียกให้พระพุทธเจ้าลุกออกจากวิมานของตน พระองค์ก็ทำตามประสงค์ของยักษ์ จะให้ลุกขึ้นก็ลุก จะให้ออกก็เสด็จออก จะให้เข้าก็เสด็จเข้า จะให้นั่งที่ใด ก็ประทับนั่งตามที่ยักษ์ต้องการถึง ๔ ครั้งแล้วจึงตรัสกะยักษ์ว่า เราจะไม่ออกไปแล้ว ท่านจะทำอะไรก็ทำไปเถิด

            อาฬวกยักษ์ กล่าวว่า สมณะ เราจักถามปัญหา ถ้าตอบไม่ได้ จะทำจิตของท่านให้ฟุ้งซ่าน หรือจักฉีกหัวใจ หรือจับเท้าแล้วเหวี่ยงไปที่แม่น้ำคงคาฝั่งโน้น

            พระพุทธเจ้าตรัสว่า เราไม่เห็นใครในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาหรือมนุษย์ ที่จะทำจิตของเราให้ฟุ้งซ่านได้ หรือขยี้หัวใจของเรา หรือจับเท้าเหวี่ยงไปในแม่น้ำคงคา เชิญถามปัญหาตามที่ต้องการ

อาฬวกยักษ์ทูลถามว่า

            อะไรหนอ เป็นทรัพย์เครื่องปลื้มใจ อันประเสริฐของคนในโลกนี้

            อะไรหนอ ที่บุคคลประพฤติดีแล้วนำความสุขมาให้

            อะไรหนอ เป็นรสอันล้ำเลิศกว่ารสทั้งหลาย

            นักปราชญ์ทั้งหลาย กล่าวถึงชีวิตของผู้เป็นอยู่อย่างไรว่าประเสริฐ

พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า

            ศรัทธาเป็นทรัพย์อันประเสริฐของคนในโลกนี้

            พระธรรมอันบุคคลประพฤติดีแล้ว นำความสุขมาให้

            ความสัตย์เป็นรสอันล้ำเลิศกว่ารสทั้งหลาย

            นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวถึงชีวิตของผู้เป็นอยู่ด้วยปัญญาประเสริฐสุด

อาฬวกยักษ์ทูลถามว่า

            คนข้ามโอฆะได้อย่างไรหนอ

            ข้ามอรรณพได้อย่างไรหนอ

            ล่วงทุกข์ได้อย่างไรหนอ

            บริสุทธิ์ได้อย่างไรหนอ

 พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า

            คนข้ามโอฆะได้ด้วยศรัทธา

            ข้ามอรรณพได้ด้วยความไม่ประมาท

            ล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียร

            บริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา

 อาฬวกยักษ์ทูลถามว่า

            คนได้ปัญญาอย่างไรหนอ

            ทำอย่างไรหนอจึงจะหาทรัพย์ได้

            คนได้ชื่อเสียงอย่างไรหนอ

            ทำอย่างไรจึงจะผูกมิตรไว้ได้

            คนละโลกนี้ไปแล้วสู่โลกหน้า ทำอย่างไรจึงจะไม่เศร้าโศกเสียใจ

พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า

            บุคคลเชื่อพระธรรมของพระอรหันต์ เพื่อบรรลุนิพพาน ผู้ฟังด้วยดีย่อมได้ปัญญา

 บุคคลเป็นผู้ไม่ประมาท มีความรอบคอบ ทำการเหมาะเจาะ ไม่ทอดธุระ เป็นผู้หมั่นขยันย่อมหา ทรัพย์ได้ บุคคลได้ชื่อเสียงเพราะความสัตย์

            ผู้ให้ย่อมผูกมิตรไว้ได้

            บุคคลผู้อยู่ครองเรือนประกอบด้วยศรัทธา ผู้ใดมีคุณธรรม ๔ ประการ คือ สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ เมื่อละโลกนี้ไปแล้วย่อมไม่เศร้าโศก เชิญท่านถามพวกสมณพราหมณ์ว่าโลกนี้มีอะไรที่จะยิ่งไปกว่าคุณธรรม ๔ ประการนี้

 อาฬวกยักษ์กราบทูลว่า

            ทำไม จึงต้องถามพวกสมณพราหมณ์อีกหนอ ในเมื่อวันนี้ข้าพเจ้ารู้ชัดถึงประโยชน์ในชาติหน้า พระพุทธเจ้าเสด็จมาถึงเมืองอาฬวี เพื่อประโยชน์แก่ข้าพเจ้าโดยแท้

            พระพุทธเจ้าทรงตอบปัญหาให้อาฬวกยักษ์เกิดปัญญาเห็นแจ้งในธรรมสิ้นความโหดร้าย ตั้งอยู่ในโสดาบัน มอบตนเป็นทาสพระรัตนตรัย ในเช้าวันนั้นพระราชกุมารของพระเจ้าอาฬวีได้ถูกส่งมาให้ยักษ์กินเป็นอาหาร อาฬวกยักษ์รับเอาพระกุมารแล้วน้อมถวายพระพุทธเจ้า กราบทูลว่า ข้าพระองค์สมาทานศีลห้าแล้ว

            พระพุทธเจ้าทรงรับพระกุมารแล้วตรัสอนุโมทนาอาฬวกยักษ์ และทรงอวยพระราชกุมารและให้อำมาตย์นำพระกุมารกลับพระนคร เกียรติศัพท์ฟุ้งขจรไปทั่วเมืองว่าพระพุทธเจ้าเสด็จมาโปรดอาฬวกยักษ์ระงับภัยพิบัติที่เกิดขึ้น ชาวเมืองต่างมีความปลื้มปีติยินดี พากันจัดเครื่องสักการะต่าง ๆ ไปบูชา ขณะนั้น พระพุทธเจ้าทรงพาอาฬวกยักษ์เข้าเมือง แล้วทรงรับเครื่องสักการบูชาที่พระเจ้าอาฬวีและชาวเมืองนำมาถวาย ทรงประทานพระธรรมเทศนาโปรดชาวพระนครให้ตั้งอยู่ในกัลยาณธรรม มีเมตตาปรานีกันทั่วหน้าและทรงให้ชาวเมืองนับถืออาฬวกยักษ์เป็นเทพารักษ์ของพระนคร เมื่อเสร็จพุทธกิจแล้วทรงเสด็จกลับพระเชตวันมหาวิหาร

             เรื่องพระพุทธเจ้าโปรดอาฬวกยักษ์นี้ นอกจากปรากฏตามบทสวดพุทธชัยมงคลคาถาแล้ว ในสมัยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี วัดระฆังโฆสิตาราม ได้มีปณิธานว่าจะสร้างพระพุทธรูปปางโปรดอาฬวกยักษ์นี้ขึ้น เป็นพระพุทธรูปนั่งบนตอตะเคียนโปรดยักษ์ พระพุทธปฏิมากรปางนี้ ยังไม่เคยมีใครสร้างมาก่อน ในสมัยท่านมีชีวิตอยู่ได้สร้างฐานไว้ เพื่อจะสร้างพระพุทธปฏิมากรปางนี้ที่วัดบางขุนพรหมใน แต่การก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จท่านมรณภาพเสียก่อน ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๗ พ.ศ. ๒๔๗๖ มีพระครูรูปหนึ่งมาดำเนินการสร้างต่อ แต่ได้เปลี่ยนแปลงเป็นปางยืนอุ้มบาตรอย่างที่ปรากฏในปัจจุบัน และกล่าวว่าในอนาคต ถ้ามีผู้มีทรัพย์ มีอำนาจ มีกำลัง มีอานุภาพ สร้างพระพุทธปฏิมากรปางนี้ ให้ประทับนั่งบนตอตะเคียนแล้วสร้างรูปยักษ์นั่งท่าเทพพนมฟังพระธรรมเทศนาบ้านเมืองก็จะร่มเย็นเป็นสุข ปราศจากความอาฆาตมาดร้าย คนที่จิตใจดุร้ายคล้ายยักษ์มารจะพากันหันหน้าเข้าหาพระธรรมคำสั่งสอน บ้านเมืองจะรุ่งเรื่องมั่นคง ผู้มีส่วนในการก่อสร้างจะมั่งคั่งสมบูรณ์พูนพิพัฒน์สถาพรตลอดไป

            สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้รับความเมตตาจากพระเทพวิสุทธิเมธี (ปัจจุบันคือ        พระธรรมธีรราชมหามุนี) เจ้าคณะภาค ๑๑ วัดระฆังโฆสิตาราม รับเป็นประธานจัดสร้างพระพุทธรูปปางโปรดอาฬวกยักษ์ สูง ๒๐ เมตร ตามปณิธานของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี เป็นพระพุทธรูปประทับนั่งบนตอตะเคียนและอาฬวกยักษ์ มีความสูง ๙ เมตร ประดิษฐานเป็นพระประธานประจำสถาบันพระสังฆาธิการ อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นสถานที่สำหรับถวายความรู้พระสังฆาธิการและฝึกอบรมบุคคลากรทางพระพุทธศาสนา เพื่อให้มีความรู้ ความสามารถในการบริหารกิจการพระศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง

            การจัดสร้างพระพุทธรูปปางโปรดอาฬวกยักษ์ใหญ่ที่สุดในโลกได้สำเร็จลุล่วง โดยมีพิธีเททองหล่อพระพุทธปฏิมากร ตามลำดับ ดังนี้

 ๑. สมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง วัดชนะสงคราม เป็นประธานในพิธีเททองหล่อพระพุทธปฏิมากรส่วนพระพักตร์ เมื่อวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๔๕ ประกอบพิธี ณ ลานหล่อพระพุทธรูป ซอยเพชรเกษม ๗๗

 ๒. สมเด็จพระพุฒาจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก วัดสระเกศ เป็นประธานในพิธีเททองหล่อพระพุทธปฏิมากรส่วนพระวรกาย เมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๔๕ ประกอบพิธี ณ ลานหล่อพระพุทธรูป ซอยเพชรเกษม ๗๗

 ๓. สมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง วัดชนะสงคราม เป็นประธานในพิธีเททองหล่อพระพุทธปฏิมากรส่วนพระอุระ เมื่อวันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๔๕ ณ ประกอบพิธี ณ ลานหล่อพระพุทธรูป ซอยเพชรเกษม ๗๗

 ๔. พระเทพเมธี (ปัจจุบันคือพระธรรมสุธี) เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎ์ เป็นประธานในพิธีเททองหล่อพระพุทธปฏิมากรส่วนพระชานุและพระชงฆ์ เมื่อวันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๔๕ ประกอบพิธี ณ ลานหล่อพระพุทธรูป ซอยเพชรเกษม ๗๗

 ๕. พระเทพวิสุทธิเมธี เจ้าคณะภาค ๑๑ วัดระฆังโฆสิตาราม เป็นประธานในพิธีเททองหล่อพระพุทธปฏิมากรส่วนพระบาท เมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๔๖ ประกอบพิธี ณ ลานหล่อพระพุทธรูป ซอยเพชรเกษม ๗๗

 ๖. พระเทพวิสุทธิเมธี เจ้าคณะภาค ๑๑ วัดระฆังโฆสิตาราม เป็นประธานในพิธีเททองหล่อพระพุทธปฏิมากรส่วนพระชงฆ์เพิ่มเติม เมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๔๖ ประกอบพิธี ณ ลานหล่อพระพุทธรูป        ซอยเพชรเกษม ๗๗

 ๗. สมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง วัดชนะสงคราม เป็นประธานในพิธีเททองหล่อพระพุทธปฏิมากรส่วนพระเกศ ในวันอาสาฬหบูชา ประจำปี ๒๕๔๗ เมื่อวันที่ ๓๑ กรกฏาคม ๒๕๔๗ ประกอบพิธี ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง

            นอกจากนี้ พระเทพวิสุทธิเมธี ได้มอบหมายให้นายช่างหล่อเพิ่มเติมชิ้นส่วนต่าง ๆ อีก ๒ ครั้ง รวมการหล่อพระพุทธปฏิมากรปางโปรดอาฬวกยักษ์ จำนวน ๙ ครั้ง

             เมื่อได้ดำเนินการหล่อส่วนต่าง ๆ ของพระพุทธรูปปางโปรดอาฬวกยักษ์พร้อมกับการตบแต่งรายละเอียดประณีตเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พระเทพวิสุทธิเมธี จึงได้ทำพิธีอัญเชิญชิ้นส่วนต่าง ๆ ขององค์พระพุทธรูป ไปยังสถาบันพระสังฆาธิการ อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี เพื่อดำเนินการประกอบเป็นองค์พระพุทธปฏิมากรต่อไป

            เมื่อวันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๔๘ เวลา ๐๙.๓๙ น. พระธรรมโมลี (ปัจจุบันคือสมเด็จพระพุทธชินวงศ์) เจ้าคณะภาค ๑ วัดพิชยญาติการาม ได้เป็นประธานในพิธียกพระเกศพระพุทธรูปปางโปรดอาฬวกยักษ์   ณ สถาบันพระสังฆาธิการ โดยมีพระเทพเมธี เจ้าคณะกรุงเทพมหานครมาร่วมเป็นประธานสงฆ์ในการเจริญชัยมงคลคาถา พร้อมทั้งได้มีพุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศเข้าร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะพุทธศาสนิกชนจากประเทศสิงคโปร์ ได้นุ่งขาวห่มขาวเดินทางมาร่วมพิธีหล่อส่วนต่าง ๆ ของพระพุทธรูปปางโปรดอาฬวกยักษ์เป็นจำนวนมากทุกครั้งที่มีการหล่อส่วนต่าง ๆ ของพระพุทธรูปปางโปรดอาฬวกยักษ์

            มาบัดนี้ พระพุทธรูปปางโปรดอาฬวกยักษ์ สร้างด้วยสัมฤทธิ์ ความสูง ๒๐ เมตรและอาฬวกยักษ์ สูง ๙ เมตร นั่งพนมมือฟังพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้า ตามปณิธานสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต)   พรหมรังสี โดยอาศัยจตุปัจจัยและแรงศรัทธาจากพุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ได้สำเร็จลุล่วงตามลำดับ เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจและเป็นศูนย์รวมของพระภิกษุสามเณรและประชาชนชาวไทยและต่างประเทศ ต่อจากนี้จะได้ดำเนินการปรับแต่งภูมิทัศน์บริเวณรอบลานองค์พระพุทธรูป เพื่อให้สวยงามร่มเย็นเป็นอนุพุทธมณฑล นอกจากเป็นสถานที่ถวายความรู้แด่พระสังฆาธิการและฝึกอบรมบุคลากรทางพระพุทธศาสนาแล้ว สถานที่แห่งนี้ยังเหมาะสำหรับพุทธศาสนิกชนชาวไทยและชาวต่างประเทศจะได้ใช้ในการศึกษาปฏิบัติธรรม  สวดพระพุทธมนต์เจริญจิตตภาวนา และปฏิบัติพิธีกรรมในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เป็นต้น  จึงขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนได้หาโอกาสเดินทางมากราบนมัสการพระพุทธรูปปางโปรดอาฬวกยักษ์ใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อความเป็นสวัสดิมงคลแก่ชีวิตสืบต่อไป.

 
ผอ.สนง.พระพุทธศาสนาแห่งชาติ


พันตำรวจโท พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์
ผู้อำนวยการสำนักงาน
พระพุทธศาสนาแห่งชาติ

ผู้อำนวยการสถาบันพระสังฆาธิการ

นายพิศาฬเมธ แช่มโสภา
ผู้อำนวยการสถาบันพระสังฆาธิการ
E-BOOK (ฉบับถวายพระสังฆาธิการ)


นาฬิกาบอกวันเวลา
พยากรณ์อากาศ
สถิติผู้เข้าชมเว็บ
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้8
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้87
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้95
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว606
mod_vvisit_counterเดือนนี้1695
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว2728
mod_vvisit_counterผู้เข้าชมทั้งหมด419331

Online (20 minutes ago): 2
Your IP: 103.55.142.140
,
Now is: 2017-11-21 01:53
ราคาน้ำมัน