วิสัยทัศน์/พันธกิจ/ยุทธศาสตร์ สถาบันฯ
โครงการถวายความรู้ ฯ เจ้าคณะตำบล รุ่นที่ 23/62
แผนยุทธศาสตร์สถาบันพระสังฆาธิการ
โครงการถวายความรู้ ฯ เจ้าอาวาส รุ่นที่ 42/61
กฎหมายคณะสงฆ์ และมติ มส. ที่คณะสงฆ์ควรทราบ
บทความทางศาสนา
เกร็ดความรู้สำหรับพระสังฆาธิการ
เว็ปสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
เว็บหน่วยงาน พศ.
Untitled Document
Home

ที่พักสงฆ์ สำนักสงฆ์ และวัด(๖)

                                                                                     นายอุดมศักดิ์ ชูโตชนะ
                                                                                     นักวิชาการศาสนาปฏิบัติการ
                                                                                     สถาบันพระสังฆาธิการ

            วัดที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาแล้วเป็นนิติบุคคลตามมาตรา ๓๑ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕  ย่อมมีสิทธิและหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติรับรองไว้ คำว่า หน้าที่ ตามพจนานุกรมฉบับ ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ แปลว่า กิจที่ต้องทำด้วยความรับผิดชอบ แล้วถ้าวัดเป็นหนี้ต่อบุคคลภายนอก วัดจะต้องรับผิดชอบแค่ไหนอย่างไร ผู้แทนคือเจ้าอาวาส กรรมการวัดต้องร่วมรับผิดชอบในมูลหนี้ด้วยหรือไม่ มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจคือ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๗๖๙/๒๕๓๑ โจทก์เป็นพระภิกษุจำพรรษาอยู่วัดแห่งหนึ่ง ฟ้องวัด ก. เป็นจำเลยที่ ๑  พระผู้รักษาการเจ้าอาวาส เป็นจำเลยที่ ๒ กรรมการวัด ก. เป็นจำเลย   ที่ ๓ และที่ ๔ ว่า จำเลยทั้ง ๔ ได้มอบหมายให้โจทก์สร้างโบสถ์วัด ก. โดยให้โจทก์ทดรองจ่ายค่าวัสดุต่างๆ ไปพลางก่อน แล้วไม่ชำระหนี้ ขอให้บังคับจำเลยทั้ง ๔ ชำระหนี้ดังกล่าว

          ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ร่วมกันชำระเงินจำนวน ๔๐,๙๓๔.๒๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ ๔ ร่วมรับผิดเป็นเงิน ๒๐,๓๗๙.๒๐ บาท จำเลยอุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ โจทก์และจำเลยที่ ๑ ฎีกา

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “ที่จำเลยที่ ๑ ฎีกาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องโดยอ้างอิงเหตุผล ๒ ประการ คือ ประการที่ ๑ จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลผู้มีอำนาจทำการแทนจำเลยที่ ๑ ได้ จะต้องเป็นเจ้าอาวาสหรือ          ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสเท่านั้น จำเลยที่ ๒ เพิ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดจำเลยที่ ๑ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๒๐ หนังสือรับสภาพหนี้ตามฟ้องทุกฉบับทำเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๘ จึงไม่มีเหตุผลตามกฎหมายจะวินิจฉัยว่าจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ เป็นตัวแทนของจำเลยที่ ๑ โดยปริยายไม่ได้ ประการที่ ๒    เงินที่โจทก์ทดรองจ่ายตามฟ้องส่วนหนึ่งเป็นของวัดอื่นซึ่งเป็นนิติบุคคล วัดดังกล่าวมิได้มอบอำนาจให้โจทก์ฟ้องคดีนี้ สำหรับฎีกาข้อนี้ประการที่ ๑ นั้นวัดจำเลยที่ ๑ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๖ จึงเป็นนิติบุคคลจำพวกวัดวาอาราม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๗๒ และเจ้าอาวาสเป็นผู้แทนผู้มีอำนาจกระทำการแทนวัด ขณะเกิดเหตุกรณีที่โจทก์นำมาฟ้องคดีนี้ วัดจำเลยที่ ๑ ยังไม่มีเจ้าอาวาส จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นพระลูกวัดเป็นผู้ติดต่อให้โจทก์มาช่วยสร้างโบสถ์ให้ ในการคิดบัญชีหนี้สินในการก่อสร้างโบสถ์ที่โจทก์ออกเงินทดรองจ่ายไปก่อน จำเลยที่ ๒ ก็เป็นผู้คิดบัญชีกับโจทก์และเป็นผู้บอกบุญให้ประชาชนมาร่วมบริจาคเงินสร้างโบสถ์เมื่อคิดบัญชีกันแล้วปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ เป็นหนี้ค่าวัสดุก่อสร้างที่โจทก์ออกเงินทดรองจ่ายไปก่อน เป็นเงิน ๒๐,๓๗๙.๒๐ บาท จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ก็ได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ว่าจำเลยที่ ๑ เป็นหนี้โจทก์เป็นเงินจำนวนดังกล่าวจริง โดยระบุฐานะในหนังสือรับสภาพหนี้ว่าเป็นตัวแทนคณะกรรมการจัดงานฝังลูกนิมิตวัด ก. ระบุฐานะจำเลยที่ ๓ ว่าเป็นกรรมการวัดจำเลยที่ ๑ พฤติการณ์เหล่านี้ถือได้ว่า จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ เชิดตัวเองเป็นตัวแทนจำเลยที่ ๑ ต่อมาอีกประมาณ ๒ ปี เจ้าคณะตำบลอาศัยอำนาจตามกฎหมาเถรสมาคมฉบับที่ ๖ (พ.ศ. ๒๕๐๖) ข้อ ๔ วรรคหนึ่ง แต่งตั้งให้จำเลยที่ ๒ เป็นผู้รักษาการเจ้าอาวาสวัดจำเลยที่ ๑ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับเจ้าอาวาสตามมาตรา ๓๙ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ และจำเลยที่ ๒ ดำรงตำแหน่งดังกล่าวนี้ตลอดมาจนกระทั่งโจทก์ฟ้องคดีนี้ ซึ่งเป็นระยะเวลาหลังจากจำเลยที่ ๒ ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสกว่า ๕ ปี จำเลยที่ ๒ ในฐานะเป็นผู้แทนของจำเลยที่ ๑ รู้ถึงพฤติการณ์อันถือได้ว่าจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ เชิดตัวเองเป็นตัวแทนจำเลยที่ ๑ ก็มิได้ทักท้วงหรือเพิกถอนการกระทำดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ผู้แทนให้สัตยาบันแก่การกระทำของจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔จำเลยที่ ๑ จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ผู้สุจริตเสมือนว่าจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ เป็นตัวแทนจำเลยที่ ๑

          ส่วนจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ในหนังสือรับสภาพหนี้ก็ระบุว่าเป็นค่าใช้จ่ายในการซื้อธูป เทียน ทอง เข็ม ด้าย เพื่อใช้ในการผูกพัทธสีมาโบสถ์วัดจำเลยที่ ๑ มิใช่เพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ ๒ ที่๓ ข้อเท็จจริงเหล่านี้ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ยอมตนเข้าผูกพันรับผิดหนี้ตามฟ้องเป็นส่วนตัว ดังนั้น จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑

          สำหรับข้อที่จำเลยที่ ๑ ฏีกาว่า เงินที่โจทก์ทดรองจ่ายไปนั้นเป็นเงินของวัดอื่นซึ่งเป็นนิติบุคคล ไม่ได้มอบอำนาจให้โจทก์ฟ้องคดี นั้น เป็นข้อที่ไม่ได้ว่ากล่าวมาในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยให้

          คดีนี้มีมุมมองที่น่าสนใจ คือ ประการแรก วัดจำเลยที่ ๑ โดยพระลูกวัด จำเลยที่ ๒ และกรรมการวัด จำเลยที่ ๓ ที่ ๔ ได้ติดต่อให้โจทก์มาสร้างโบสถ์ให้ โดยขณะนั้นวัดจำเลยที่ ๑ ยังไม่มีเจ้าอาวาส ต่อมาจำเลยที่ ๒ ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส และมิได้ทักท้วงเรื่องดังกล่าว ศาลถือว่าจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ได้ให้สัตยาบันโดยปริยาย จำเลยที่ ๑ คือวัด ก. จะต้องรับผิดในมูลหนี้ ประการที่สอง จำเลยที่ ๒  ที่ ๓ และที่ ๔ ต้องร่วมกันหรือแทนกันรับผิดกับจำเลยที่ ๑ หรือไม่ ศาลเห็นว่ามูลหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ที่ จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ทำไว้กับโจทก์นั้นมิใช่เพื่อประโยชน์ส่วนตัวของจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑  แต่ถ้าเจ้าอาวาส ไปทำหนังสือค้ำประกันการชำระหนี้ หรือในหนังสือรับสภาพหนี้มีข้อความว่าหากวัดไม่ชำระหนี้เจ้าอาวาสยินยอมชำระหนี้แทนเต็มจำนวนพร้อมดอกเบี้ยให้กับเจ้าหนี้ผลแห่งคดีจะเป็นอย่างไร จะได้นำกรณีศึกษามาลงเพิ่มเติมต่อไป

 
ผู้อำนวยการสถาบันพระสังฆาธิการ

นายธานี พิกุลทอง
ผู้อำนวยการสถาบันพระสังฆาธิการ
E-BOOK (ฉบับถวายพระสังฆาธิการ)


นาฬิกาบอกวันเวลา
พยากรณ์อากาศ
สถิติผู้เข้าชมเว็บ
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้52
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้111
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้163
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว721
mod_vvisit_counterเดือนนี้1911
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว3105
mod_vvisit_counterผู้เข้าชมทั้งหมด483691

Online (20 minutes ago): 1
Your IP: 103.55.142.140
,
Now is: 2019-11-19 12:09
ราคาน้ำมัน