โครงการถวายความรู้ ฯ เจ้าคณะตำบล รุ่นที่ 23/62
การพัฒนาสถาบันพระสังฆาธิการ
ข่าวสถาบัน
วิสัยทัศน์/พันธกิจ/ยุทธศาสตร์ สถาบันฯ
แผนยุทธศาสตร์สถาบันพระสังฆาธิการ
โครงการถวายความรู้ ฯ เจ้าอาวาส รุ่นที่ 42/61
กฎหมายคณะสงฆ์ และมติ มส. ที่คณะสงฆ์ควรทราบ
บทความทางศาสนา
เกร็ดความรู้สำหรับพระสังฆาธิการ
เว็ปสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
เว็บหน่วยงาน พศ.
Untitled Document

โครงการถวายความรู้ประจำปี 2562



ดาวน์โหลดใบจอบรับ และ แผนที่ตั้งสถาบันพระสังฆาธิการ

- แผนที่การเดินทางมาสถาบันพระสังฆาธิการ

Home

ที่พักสงฆ์ สำนักสงฆ์ และวัด(๘)

                                                                                         นายอุดมศักดิ์ ชูโตชนะ
                                                                                         นักวิชาการศาสนาปฏิบัติการ
                                                                                         สถาบันพระสังฆาธิการ

          ที่ดินเป็นทรัพยากรที่มีค่าที่ทุกคนหวงแหน รวมถึงประเทศชาติ ที่ดินมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิต สำหรับใช้เป็นที่อยู่อาศัย และเพื่อประโยชน์อื่น ประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา ๑ บัญญัติว่า ที่ดิน หมายความว่า พื้นที่ดินทั่วไปและให้หมายความรวมถึง ภูเขา ห้วย หนอง คลองบึง บาง ลำน้ำ ทะเลสาบ เกาะและที่ชายทะเลด้วย เมื่อดูคำจำความของคำว่าที่ดิน แล้วคงจะมิได้หมายความเพียงแค่เนื้อดิน กรวด หิน ทราย แต่ที่ดินจะต้องแสดงอาณาเขตหรือพื้นที่ ซึ่งสามารถวัดความกว้าง ความยาว และบอกตำแหน่งที่แน่นอนบนพื้นผิวโลก

          วัดในพระพุทธศาสนามีองค์ประกอบหลักที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ ที่ดินวัด อันเป็นที่ตั้งของวัด มีอาณาเขตพื้นที่แน่นอน ตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน การสร้างวัดหากไม่มีที่ดินก็สร้างไม่ได้ ด้วยเหตุที่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่นับถือพระพุทธศาสนา ซึ่งถือได้ว่าเป็นศาสนาประจำชาติไทย วัดจึงเป็นสถานที่สำคัญในการสืบทอดพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืน จึงจำเป็นที่วัดจะต้องมีที่ดินเป็นของวัดเอง และเพื่อปกปักรักษาที่ดินวัดให้คงอยู่ตลอดไป รัฐไทยจึงได้ออกกฎหมายคุ้มครองที่ดินวัด ห้ามมิให้ผู้ใดนำไปจำหน่าย จ่าย โอนไปเป็นของผู้หนึ่งผู้ใด โดยพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑ มาตรา ๖ บัญญัติว่า" ที่วัด และ ที่ขึ้นวัดนั้น จำแนกตามพระราชบัญญัตินี้เป็น ๓ อย่าง คือ ที่วัด ๑  ที่ธรณีสงฆ์ ๑  ที่กัลปนา ๑

          ๑. ที่วัดนั้น คือ ที่ซึ่งตั้งวัดจนตลอดเขตวัดนั้น เรียกว่า ที่วัด

          ๒. ที่ธรณีสงฆ์นั้น คือ ที่แห่งใดๆ ซึ่งเป็นสมบัติของวัด

          ๓. ที่กัลปนานั้น คือ ที่แห่งใดๆ ซึ่งพระเจ้าแผ่นดินได้ทรงพระราชอุทิศเงินอากร ค่าที่แห่งนั้นขึ้นวัดก็ดี หรือที่ซึ่งเจ้าของมิได้ถวายกรรมสิทธิ์อุทิศแต่ผลประโยชน์อันเกิดแต่ที่นั้นขึ้นวัดก็ดี ที่เช่นนั้นเรียกว่า ที่กัลปนา "

          มาตรา ๗ ที่ดินวัดก็ดี ที่ธรณีสงฆ์ก็ดี เป็นสมบัติสำหรับพระศาสนา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงเป็นอรรคสาสนูปถัมภก ทรงปกครองรักษาโดยพระบรมเดชานุภาพ ผู้ใดผู้หนึ่ง จะโอนกรรมสิทธิ์ที่นั้นไม่ได้

          มาตรา ๘ วัดใดร้างสงฆ์ไม่อาศัย ให้เจ้าพนักงานฝ่ายพระราชอาณาจักรเป็นผู้ปกครองรักษาวัดนั้น ทั้งที่ธรณีสงฆ์ซึ่งขึ้นวัดนั้นด้วย

          จากพระราชบัญญัติปกครองคณะสงฆ์ฉบับแรกนี้จึงเห็นได้ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕  มีพระราชประสงค์จะทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้มั่นคงสืบไปคู่กับประเทศไทย  และด้วย     สายพระเนตรอันยาวไกล จึงได้ทรงบัญญัติ มาตรา ๗ ที่ดินวัดก็ดี ที่ธรณีสงฆ์ก็ดี เป็นสมบัติสำหรับพระศาสนา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ผู้ทรงเป็นอรรคสาสนูปถัมภก ทรงปกครองรักษาโดยพระบรมเดชานุภาพ     ผู้ใดผู้หนึ่งจะโอนกรรมสิทธิ์ที่นั้นไม่ได้ ต่อมาเมื่อประเทศไทยมีการเปลี่ยนการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข การออกกฎหมายเป็นหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร ได้มีการปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการคณะสงฆ์ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น จึงมีการตราพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พุทธศักราช ๒๔๘๔ โดยมาตรา ๔๐ บัญญัติว่า ที่วัดและที่ซึ่งขึ้นต่อวัด มีดังนี้

(๑)   ที่วัด คือที่ซึ่งตั้งวัดตลอดจนเขตวัดนั้น

(๒)   ที่ธรณีสงฆ์ คือที่ซึ่งเป็นสมบัติของวัด

(๓)   ที่กัลปนา คือที่ซึ่งมีผู้อุทิศแต่ผลประโยชน์ให้วัดหรือพระศาสนา

               มาตรา ๔๑ ที่วัดและที่ธรณีสงฆ์ จะโอนกรรมสิทธิ์ได้แต่โดยพระราชบัญญัติ

             กฎหมายฉบับนี้ให้การโอนที่วัดและที่ธรณีสงฆ์เป็นเรื่องที่ทำได้แต่ต้องออกเป็นพระราชบัญญัติ ซึ่งต้องผ่านรัฐสภากลั่นกรองแล้ว จึงนำความกราบบังคมทูลพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไทย จึงเห็นได้ว่าประเทศไทยให้การปกป้องรักษาพระพุทธศาสนาให้มั่นคงยั่งยืน ด้วยการออกกฎหมายเพื่อป้องกันและรักษา  ที่วัดและที่ธรณีสงฆ์ให้เป็นสมบัติสำหรับพระศาสนา

             เมื่อพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ประกาศใช้ ได้มาตรา ๓๔ บัญญัติไว้ว่า ที่วัดและที่ธรณีสงฆ์จะโอนกรรมสิทธิ์ได้ก็แต่โดยพระราชบัญญัติ และห้ามมิให้บุคคลใดยกอายุความขึ้นต่อสู้กับวัดในเรื่องทรัพย์สินอันเป็นที่วัดและที่ธรณีสงฆ์

             หลังจากนั้นพระราชบัญญัติพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๓๔ การโอนกรรมสิทธิ์ที่วัด ที่ธรณีสงฆ์ หรือที่ศาสนสมบัติกลาง ให้กระทำได้ก็แต่โดยพระราชบัญญัติ เว้นแต่เป็นกรณีตามวรรคสอง

             การโอนกรรมสิทธิ์ที่วัด ที่ธรณีสงฆ์ หรือที่ศาสนสมบัติกลาง ให้แก่ส่วนราชการ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ เมื่อมหาเถรสมาคมไม่ขัดข้องและได้รับค่าผาติกรรมจากส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานนั้นแล้ว ให้กระทำโดยพระราชกฤษฎีกา

            ห้ามมิให้บุคคลใดยกอายุความขึ้นต่อสู้กับวัดหรือกรมการศาสนา แล้วแต่กรณีในเรื่องทรัพย์สินอันเป็นที่วัด ที่ธรณีสงฆ์ หรือที่ศาสนสมบัติกลาง

            มาตรา ๓๕ ที่วัด ที่ธรณีสงฆ์ และที่ศาสนสมบัติกลาง เป็นทรัพย์สินซึ่งไม่อยู่ในความรับผิดชอบแห่งการบังคับคดี

            พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๓๔ และมาตรา ๓๕ จึงเป็นกฎหมายที่ ปกปักรักษาที่ดินวัดให้คงอยู่ตลอดไป เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนคู่กับประเทศไทยตลอดกาลนาน

             

 
ผอ.สนง.พระพุทธศาสนาแห่งชาติ


พันตำรวจโท พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์
ผู้อำนวยการสำนักงาน
พระพุทธศาสนาแห่งชาติ

ผู้อำนวยการสถาบันพระสังฆาธิการ

นายพิศาฬเมธ แช่มโสภา
ผู้อำนวยการสถาบันพระสังฆาธิการ
E-BOOK (ฉบับถวายพระสังฆาธิการ)


นาฬิกาบอกวันเวลา
พยากรณ์อากาศ
สถิติผู้เข้าชมเว็บ
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้82
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้102
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้381
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว663
mod_vvisit_counterเดือนนี้2596
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว3086
mod_vvisit_counterผู้เข้าชมทั้งหมด468876

Online (20 minutes ago): 2
Your IP: 103.55.142.140
,
Now is: 2019-06-27 19:45
ราคาน้ำมัน