วิสัยทัศน์/พันธกิจ/ยุทธศาสตร์ สถาบันฯ
โครงการถวายความรู้ ฯ เจ้าคณะตำบล รุ่นที่ 23/62
แผนยุทธศาสตร์สถาบันพระสังฆาธิการ
โครงการถวายความรู้ ฯ เจ้าอาวาส รุ่นที่ 42/61
กฎหมายคณะสงฆ์ และมติ มส. ที่คณะสงฆ์ควรทราบ
บทความทางศาสนา
เกร็ดความรู้สำหรับพระสังฆาธิการ
เว็ปสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
เว็บหน่วยงาน พศ.
Untitled Document
Home

ที่พักสงฆ์ สำนักสงฆ์ และวัด(๑๐)

                                                                               นายอุดมศักดิ์ ชูโตชนะ
                                                                               นักวิชาการศาสนาปฏิบัติการ
                                                                               สถาบันพระสังฆาธิการ

          ที่ธรณีสงฆ์มักพบปัญหาในลักษณะที่ชาวบ้านบุกรุกเข้าไปสร้างบ้านเรือนอยู่อาศัย ทำกิน หรือออกโฉนดทับที่ธรณีสงฆ์ ทำให้วัดได้รับความเสียหาย วัดจึงต้องใช้สิทธิทางศาลฟ้องขับไล่หรือเพิกถอนโฉนดที่ดินที่ออกทับที่ธรณีสงฆ์ แต่มีบางกรณีชาวบ้านออกโฉนดที่ดินทับที่ธรณีสงฆ์ ฟ้องขับไล่ผู้อาศัยอยู่ในที่ดินซึ่งตนเองเป็นผู้มีชื่อในโฉนดที่ดินดังกล่าว แต่ผู้อาศัยนั้นได้เช่าที่ดินจากวัด วัดจึงใช้สิทธิทางศาลโดยเป็นผู้ร้องสอดในคดีได้ ดังคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ดังคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๐๒๓ – ๒๐๒๖/๒๕๕๒ นางแดงเป็นโจทก์ฟ้องนางดำกับพวกเป็นจำเลยขอให้บังคับจำเลยทั้ง ๔ พร้อมบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทของโจทก์ และส่งมอบที่ดินคืนในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี พร้อมทั้งชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

          วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร ยื่นคำร้องเข้ามาในคดี ขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินตามฟ้องเป็นกรรมสิทธิ์ของวัดผู้ร้องสอด ห้ามโจทก์เกี่ยวข้องและให้โจทก์นำโฉนดที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนเพิกถอนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาโจทก์

          โจทก์ให้การแก้คำร้องสอด ขอให้ยกคำร้องสอด

          ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ห้ามโจทก์เกี่ยวข้องกับที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๐๔๐๒, ๒๐๔๐๔, ๒๐๔๐๕,๒๐๔๐๖และ ๒๐๔๐๗ ตำบลพระพุทธบาท อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี และให้โจทก์ดำเนินการเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ดังกล่าวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของโจทก์

          โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืน

          โจทก์ฎีกา

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “ข้อเท็จจริงฟ้งได้ว่า ตามพงศาวดารเกี่ยวกับตำนานพระพุทธบาทว่า พระพุทธบาทถูกค้นพบในรัชกาลพระเจ้าทรงธรรม ระหว่าง พ.ศ. ๒๑๖๓ ถึง ๒๒๗๑ โดยพรานบุญพบรอยเท้าอันใหญ่บนไหล่เขาเห็นประหลาด พระเจ้าทรงธรรมดีพระทัย เสด็จด้วยเรือพระที่นั่ง แล้วเสด็จทางพระที่นั่งสุวรรณปฤษฎางค์ พร้อมด้วยคเชนทรเสนาคนิกรเป็นอันมาก พรานบุญเป็นมัคคุเทศก์นำลัดตัดพงไปถึงเชิงเขา พระเจ้าทรงธรรมทอดพระเนตรเห็นแท้เป็นรอยพระพุทธบาทมีลายลักษณ์กงจักร...ทรงโสมนัสปรีดาปราโมทย์ ถวายทัศนัคเหนือพระอุตมางคศิโรตม์ด้วยเบญจางคประดิษฐเป็นหลายครา กระทำสักการะบูชาด้วยธูปเทียนคันธรสจะนับมิได้...พระเจ้าทรงธรรมอุทิศถวายวนาสณฑ์เป็นบริเวณออกไปโยชน์หนึ่งโดยรอบ แล้วทรงพระกรุณาตรัสสั่งให้ช่างจัดการสถาปนาเป็นมณฑปสวมพระบรมพุทธบาทและสร้างพระอุโบสถพระวิหาร การเปรียญ ตึกกว้านกุฎีสงฆ์เป็นเอนกนุประการแล้วให้ฝรั่งส่องกล้องตัดทางสถลมารคกว้างสิบวาตรงตลอดถึงท่าเรือ ให้แผ้วถางทุบปราบให้รื่นราบเป็นถนนหลวงเสด็จ พระเจ้าทรงธรรมเสด็จกลับถึงท่าเรือ ทรงพระกรุณาสั่งให้ตั้งพระราชนิเวศน์ตำหนักฟากตะวันออกให้ชื่อพระตำหนักท่าเจ้าสนุก... มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ร้องสอดหรือไม่ ปรากฎว่ามีคำพิพากษาของศาลฎีกาวินิจฉัยไว้แล้วว่า การออกโฉนดในบริเวณรอบๆองค์พระพุทธบาทไม่ชอบเป็นการออกทับที่ธรณีสงฆ์ของผู้ร้องสอด เจ้าหน้าที่ของรัฐหาได้คำนึงถึงเขตพุทธาวาสสังฆาวาส อันเป็นที่ธรณีสงฆ์แต่อย่างใดเมื่อพิจารณาพงศาวดารพระพุทธบาทแล้วทำให้เห็นศรัทธาของพระเจ้าทรงธรรมว่าทรงมีต่อองค์พระพุทธบาทอย่างแรงกล้า ทรงดั้นด้นพระราชดำเนินทั้งทางน้ำและทางบก ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวยังมีสภาพเป็นป่า การเสด็จพระราชดำเนินกระทำด้วยความยากลำบาก  แต่พระองค์ก็มิได้ย่อท้อแต่อย่างใด ดังนั้นพระองค์ทรงมีพระบรมราชโองการอุทิศถวายที่ดินที่มีสภาพเป็นป่าในขณะนั้นออกไปเป็นบริเวณโดยรอบหนึ่งโยชน์ (๔๐๐ เส้น) นั้นจึงสมเหตุสมผล ส่วนที่ต่อมาความเจริญเข้ามาสู่ที่ดินดังกล่าว ประกอบกับผู้ร้องสอดไม่สามารถดูแลได้อย่างทั่วถึงจึงเป็นเหตุให้มีการรุกล้ำทั้งจากเอกชนและส่วนราชการ รวมทั้งมีการออกโฉนดที่ดินด้วย และเมื่อพิจารณาตำแหน่งที่ดินของโจทก์แล้ว จะเห็นได้ว่าอยู่ห่างจากวัดผู้ร้องเพียง ๒๐ เส้น จึงฟังได้ว่าเป็นที่ดินของผู้ร้องสอด แม้จะฟ้งได้ตามที่โจทก์กล่าวอ้างในทำนองว่ามีพระราชกฤษฎีกาในภายหลังเปลี่ยนสถานะที่ดินของผู้ร้องสอดไปแล้วเป็นเหตุให้ราษฎรสามารถมีกรรมสิทธิ์ได้นั้นก็ตาม แต่พระบรมราชโองการพระราชทานที่ดิน มีศักดิ์ทางกฎหมายสูงกว่าพระราชกฤษฎีกา ดังนั้นแม้จะออกพระราชกฤษฎีกาจริงก็ไม่สามารถลบล้างพระบรมราชโองการได้ อีกทั้งที่ดินดังกล่าวอยู่ห่างจากวัดผู้ร้องสอดไม่มาก เชื่อว่าผู้ร้องสอดสามารถดูแลได้ ดังจะเห็นได้ว่าผู้ร้องสอดให้จำเลยทั้งสี่เช่าอยู่อาศัย เพียงแต่ขณะที่มีการออกโฉนดทางเจ้าพนักงานมิได้แจ้งให้ผู้ร้องสอดทราบ จึงทำให้ผู้ร้องสอดมิได้มีโอกาสคัดค้านการออกโฉนดดังกล่าว เมื่อการออกโฉนดดังกล่าวเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้ผู้ร้องสอดไม่ร้องขอให้เพิกถอน แต่เมื่อฟังได้ว่าที่ดินเป็นของผู้ร้องสอด ศาลก็มีอำนาจเพิกถอนได้ ”

          พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองในส่วนที่ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑

          จากคำพิพากาษาศาลฎีกาข้างต้นนั้นพอจะเป็นอุทธาหรณ์สำหรับวัดที่มีที่ธรณีสงฆ์และยังมิได้ออกเอกสารสิทธิ์เป็นโฉนดที่ดิน หรือ น.ส. ๓ หรือ น.ส.๓ ก แล้ว มักจะมีปัญหาให้ต้องเป็นคดีความต่อเอกชนหรือหน่วยงานของรัฐ ซึ่งวัดก็ต้องนำสืบข้อเท็จจริงการได้มาซึ่งที่ธรณีสงฆ์ กรณีนี้เป็นการการยกพงศาวดารสมัยพระเจ้าทรงธรรมเป็นพระมหากษัตริย์สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ซึ่งวันเวลาผ่านมาหลายร้อยปีแล้ว ศาลก็ยังถือว่าพระบรมราชโองการเป็นกฎหมาย

 
ผู้อำนวยการสถาบันพระสังฆาธิการ

นายธานี พิกุลทอง
ผู้อำนวยการสถาบันพระสังฆาธิการ
E-BOOK (ฉบับถวายพระสังฆาธิการ)


นาฬิกาบอกวันเวลา
พยากรณ์อากาศ
สถิติผู้เข้าชมเว็บ
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้50
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้111
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้161
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว721
mod_vvisit_counterเดือนนี้1909
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว3105
mod_vvisit_counterผู้เข้าชมทั้งหมด483689

Online (20 minutes ago): 2
Your IP: 103.55.142.140
,
Now is: 2019-11-19 11:33
ราคาน้ำมัน