โครงการถวายความรู้ ฯ เจ้าคณะตำบล รุ่นที่ 23/62
การพัฒนาสถาบันพระสังฆาธิการ
ข่าวสถาบัน
วิสัยทัศน์/พันธกิจ/ยุทธศาสตร์ สถาบันฯ
แผนยุทธศาสตร์สถาบันพระสังฆาธิการ
โครงการถวายความรู้ ฯ เจ้าอาวาส รุ่นที่ 42/61
กฎหมายคณะสงฆ์ และมติ มส. ที่คณะสงฆ์ควรทราบ
บทความทางศาสนา
เกร็ดความรู้สำหรับพระสังฆาธิการ
เว็ปสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
เว็บหน่วยงาน พศ.
Untitled Document

โครงการถวายความรู้ประจำปี 2562



ดาวน์โหลดใบจอบรับ และ แผนที่ตั้งสถาบันพระสังฆาธิการ

- แผนที่การเดินทางมาสถาบันพระสังฆาธิการ

Home

หน้าที่เจ้าอาวาสในการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติ (๓)

                                                                                              โดย นายอุดมศักดิ์ ชูโตชนะ
                                                                                               นักวิชาการศาสนาปฏิบัติการ
                                                                                        สถาบันพระสังฆาธิการ

          บทความที่ผ่านๆมาก็เป็นคดีที่วัดเป็นโจทก์ฟ้องชาวบ้านที่มาบุกรุกที่ดินวัด ที่ธรณีสงฆ์เสียเป็นส่วนใหญ่ มีบางกรณีที่ชาวบ้านจะฟ้องวัดและเจ้าอาวาสเป็นจำเลยต่อศาลยุติธรรม โดยชาวบ้านมักจะอ้างว่าที่ดินมีเอกสารที่ทางราชการออกให้ และได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย และยกอายุความขึ้นเป็นข้ออ้างในการอ้างสิทธิครอบครองหรืออ้างกรรมสิทธิ์เหนือที่ดินวัดและที่ธรณีสงฆ์ จึงจำเป็นที่วัดโดยเจ้าอาวาสในฐานะผู้แทนวัดจะต้องดำเนินการสู้คดีเพื่อปกป้องรักษาที่ดินวัด  ที่ธรณีสงฆ์ ดังคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๙๔๓/๒๕๓๘ คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกันโดยให้เรียกโจทก์สำนวนแรกว่า โจทก์ที่ ๑ และโจทก์สำนวนหลังว่า โจทก์ที่ ๒ โจทก์ฟ้องทั้งสองสำนวนมีใจความว่า นายดำ โจทก์ที่ ๑ ยื่นฟ้องวัดเป็นจำเลยที่ ๑ และพระภิกษุขาวเป็นจำเลยที่ ๒ นายเหลืองเป็นจำเลยที่ ๓ ว่า โจทก์ที่ ๑ เป็นเจ้าของและมีสิทธิครอบครองที่ดิน ส.ค.๑ เลขที่ ๑๗ ส่วนนายเทาซึ่งเป็นโจทก์ที่ ๒ เป็นเจ้าของและมีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓)เล่ม ๑ หน้า ๗๕ สารบบเล่ม ๑ หน้า ๔๒ เมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๑ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ ๑ ได้ร่วมกันบุกรุกเข้าไปตัดฟันไม้ขุดดิน ฝังเสาปูนในที่ดินของโจทก์ทั้งสองเป็นแนวยาวจากทางด้านทิศเหนือไปจดทิศใต้เพื่อแสดงให้เห็นว่าที่ดินที่ฝังเสาปูนกั้นเป็นแนวไว้นั้นเป็นของจำเลยที่ ๑ เนื้อที่ประมาณ ๑๘ ไร่ และ ๖ ไร่ ตามลำดับโจทก์ทั้งสองได้ห้ามปรามจำเลยทั้งสองและให้รื้อถอนเสาออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสองแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉยและโต้แย้งว่าเป็นที่ดินของจำเลยที่ ๑ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันรื้อถอนเสาปูนออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ห้ามจำเลยทั้งสามเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์ทั้งสองอีกต่อไป และขอให้สั่งว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสอง

          จำเลยที่ ๑ ให้การและฟ้องแย้งว่า ที่พิพาทเป็นของจำเลยที่ ๑ โจทก์ที่ ๑ ไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) ดังฟ้องขอให้ยกฟ้องและพิพากษาว่าที่พิพาทเป็นของจำเลยที่ ๑ ห้ามโจทก์ที่ ๑ และบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินของจำเลยที่ ๑ อีกต่อไป

          จำเลยที่ ๑ ให้การและฟ้องแย้งในสำนวนที่ ๒ ว่า โจทก์ที่ ๒ มิได้เป็นเจ้าของหรือมีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์แต่อย่างใด ที่ดินดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ ๑ ขอให้ยกฟ้องและพิพากษาว่าที่พิพาทเป็นของจำเลยที่ ๑ ห้ามโจทก์ที่ ๒ และบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินของจำเลยที่ ๑ อีกต่อไป

          จำเลยที่ ๒ ให้การทั้งสองสำนวนทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ ๒ ได้กระทำในฐานะเจ้าอาวาสจำเลยที่ ๑ มิใช่เป็นการกระทำในฐานะส่วนตัว โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๒ ให้รับผิดเป็นการส่วนตัวขอให้ยกฟ้อง

          จำเลยที่ ๓ ให้การทั้งสองสำนวนทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ ๓ มิได้มีนิติสัมพันธ์ใดๆ กับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ขอให้ยกฟ้อง

          โจทก์ที่ ๑ ให้การแก้ฟ้องแย้งจำเลยที่ ๑ ว่า โจทก์ที่ ๑ เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินตามฟ้องเพียง  ผู้เดียว หากที่พิพาทเป็นของจำเลยที่ ๑ จริง จำเลยที่ ๑ ก็ถูกแย่งการครอบครองเกินกว่า ๑ ปีแล้ว จึงไม่มีอำนาจฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้อง

          โจทก์ที่ ๒ ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ที่ ๒ ได้ซื้อที่ดินพิพาทมาจากผู้ที่มีชื่อโดยจดทะเบียนการโอนโดยสุจริตและชอบด้วยกฎหมาย และครอบครองมาประมาณ ๒๙ ปีแล้ว จำเลยที่ ๑ ไม่เคยครอบครองหรือโต้แย้งการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์จึงชอบด้วยกฎหมาย หากที่พิพาทเป็นของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ ก็ถูกแย่งการครอบครองไปเกินกว่า ๑ ปีแล้ว ย่อมไม่มีอำนาจ  ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้อง

          ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ มีสิทธิครอบครองที่พิพาททั้งสองสำนวน ห้ามโจทก์ทั้งสองและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีกต่อไปให้ยกฟ้องทั้งสองสำนวน โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืน โจทก์ทั้งสองฎีกา

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ที่พิพาทระหว่างโจทก์ที่ ๑ กับจำเลยที่ ๑ และที่พิพาทระหว่างโจทก์ที่ ๒ กับจำเลยที่ ๑ ต่างเป็นส่วนหนึ่งของภูเขาพระบาทซึ่งเป็นของวัดจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๑ เป็นวัดในพระพุทธศาสนา ซึ่งตั้งเป็นวัดเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๖ และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๖๒ เห็นว่า ที่พิพาททั้งสองแปลงเป็นส่วนหนึ่งของภูเขาพระบาทซึ่งเป็นของวัดจำเลยที่ ๑ ที่พิพาท  ทั้งสองแปลงจึงเป็นที่วัด การที่โจทก์ทั้งสองอ้างการแย่งการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๓๗๕ นั้นเป็นกรณีที่ใช้บังคับได้แต่เฉพาะทรัพย์สินธรรมดา สำหรับทรัพย์สินอันเป็นที่วัดและที่ธรณีสงฆ์นั้นต้องใช้บังคับตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ซึ่งได้บัญญัติไว้เป็นกรณีพิเศษในเรื่องกรรมสิทธิ์และการโอนที่วัดและที่ธรณีสงฆ์ จะนำบทบัญญัติเกี่ยวกับทรัพย์สินธรรมดามาใช้บังคับไม่ได้ ซึ่งตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ มาตรา ๓๔ บัญญัติว่า ที่วัดและที่ธรณีสงฆ์จะโอนกรรมสิทธิ์ได้ก็แต่โดยพระราชบัญญัติและห้ามมิให้บุคคลใดยกอายุความขึ้นต่อสู้กับวัดในเรื่องทรัพย์สินอันเป็นที่วัดและที่ธรณีสงฆ์ดังนั้น โจทก์ทั้งสองจะยกเรื่องอายุความขึ้นมาเป็นข้อโต้แย้งในเรื่องที่วัดหาได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษามานั้นชอบแล้ว

          พิพากษายืน

 
ผอ.สนง.พระพุทธศาสนาแห่งชาติ


พันตำรวจโท พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์
ผู้อำนวยการสำนักงาน
พระพุทธศาสนาแห่งชาติ

ผู้อำนวยการสถาบันพระสังฆาธิการ

นายพิศาฬเมธ แช่มโสภา
ผู้อำนวยการสถาบันพระสังฆาธิการ
E-BOOK (ฉบับถวายพระสังฆาธิการ)


นาฬิกาบอกวันเวลา
พยากรณ์อากาศ
สถิติผู้เข้าชมเว็บ
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้80
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้102
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้379
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว663
mod_vvisit_counterเดือนนี้2594
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว3086
mod_vvisit_counterผู้เข้าชมทั้งหมด468874

Online (20 minutes ago): 2
Your IP: 103.55.142.140
,
Now is: 2019-06-27 19:18
ราคาน้ำมัน