โครงการถวายความรู้ ฯ เจ้าคณะตำบล รุ่นที่ 23/62
การพัฒนาสถาบันพระสังฆาธิการ
ข่าวสถาบัน
วิสัยทัศน์/พันธกิจ/ยุทธศาสตร์ สถาบันฯ
แผนยุทธศาสตร์สถาบันพระสังฆาธิการ
โครงการถวายความรู้ ฯ เจ้าอาวาส รุ่นที่ 42/61
กฎหมายคณะสงฆ์ และมติ มส. ที่คณะสงฆ์ควรทราบ
บทความทางศาสนา
เกร็ดความรู้สำหรับพระสังฆาธิการ
เว็ปสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
เว็บหน่วยงาน พศ.
Untitled Document

โครงการถวายความรู้ประจำปี 2562



ดาวน์โหลดใบจอบรับ และ แผนที่ตั้งสถาบันพระสังฆาธิการ

- แผนที่การเดินทางมาสถาบันพระสังฆาธิการ

Home

เรื่อง ภิกษุสามเณรเซ็นนามแสดงภาวะไม่แน่นอนว่าเป็นบรรพชิตหรือคฤหัสถ์

                                                                                      นายอุดมศักดิ์ ชูโตชนะ
                                                                                      นักวิชาการศาสนาปฏิบัติการ
                                                                                      สถาบันพระสังฆาธิการ
         ตามประกาศมหาเถรสมาคม เรื่อง ห้ามพระภิกษุสามเณรเซ็นนามแสดงภาวะไม่แน่นอนว่าเป็นบรรพชิต หรือคฤหัสถ์ ลง วันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๔๗๙ ความว่า เนื่องด้วยพระวินิจฉัยของสมเด็จพระ     มหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส และมติของมหาเถรสมาคมมีว่า ภิกษุเซ็นนามเป็น                       นาย..................................เป็นการแสดงภาวะที่ไม่แน่นอนว่าถือเพศเป็นคฤหัสถ์หรือบรรพชิต ปรับโทษถึงสึกมาแล้วทุกราย และคณะสงฆ์ได้ถือเป็นหลักในการพิจารณาและวินิจฉัยต่อมาฯ
        ภายหลังมีภิกษุบางรูปเซ็นนามเป็นนาย....................เช่นนั้น แต่มีหมายเหตุกำกับว่าเวลานี้เป็นภิกษุ เกิดฟ้องร้องเป็นอธิกรณ์ขึ้น เรื่องถึงมหาเถรสมาคมๆพิจารณาแล้วเห็นว่าแม้จะมีมหาสมณวินิจฉัย และมติของมหาเถรสมาคมเป็นหลักอยู่แล้วก็จริง แต่เฉพาะเรื่องนี้จะปรับโทษถึงเพียงนั้น ยังไม่ถนัดทีเดียว เพราะมีหมายเหตุกำกับแสดงว่ายังถือภาวะเป็นภิกษุอยู่ แม้ถึงอย่างนั้นก็ชื่อว่าไม่ควรที่ภิกษุจะกระทำ ควรประกาศห้ามเสียด้วยฯ
         อาศัยเหตุนี้ จึงประกาศให้ทราบทั่วกัน ตั้งแต่วันที่ประกาศนี้เป็นต้นไปภิกษุสามเณรเซ็นนามเป็น   นาย................... อันแสดงว่าภาวะไม่แน่นอนอย่างนั้น ถึงจะมีหมายเหตุกำกับว่า เวลานี้เป็นภิกษุสามเณรอยู่หรือไม่ก็ตาม ให้ถือว่ามีผิดตามพระพระมหาสมณวินิจฉัยและมติของมหาเถรสมาคมดังกล่าวแล้วนั้นทุกประการฯ
         ดังนั้นหากมีพระภิกษุรูปหนึ่งรูปใดถูกสอบสวนว่าเซ็นชื่อเป็นนาย........เพื่อทำนิติกรรมสัญญาหากเจ้าคณะปกครองทำการสอบสวน แล้วพบว่ากระทำจริงย่อมต้องได้รับลงโทษ ดังคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๙๘๑/๒๕๓๓ คดีนี้โจทก์เป็นเจ้าอาวาส ฟ้องเจ้าคณะจังหวัดเป็นจำเลยต่อศาลว่า เดิมโจทก์เป็นพระสังฆาธิการได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดโคธาราม ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๐ เป็นต้นมาจนกระทั่งวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๒๖ จำเลยซึ่งเป็นพระสังฆาธิการตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดสมุทรปราการ มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนเจ้าอาวาสและเป็นผู้บังคับบัญชาโจทก์ ได้มีคำสั่งถอดถอนโจทก์ออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ อ้างว่าโจทก์ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงเรื่องภิกษุสามเณรเซ็นนามเป็นนายแสดงภาวะไม่แน่นอนว่าเป็นบรรพชิตหรือคฤหัสถ์ โดยมิได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริงนั้นเลย ว่าการที่โจทก์เซ็นนามเป็นนายนั้นเป็นเพราะเหตุใด เป็นการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงหรือไม่ อันเป็นการทำให้โจทก์เสียสิทธิในการได้เป็นเจ้าอาวาส ได้รับความเสื่อมเสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นเหยียดหยาม ความจริงที่โจทก์เซ็นนามเป็นนายนั้น เพราะการโอนขายที่ดินที่โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตั้งแต่โจทก์เป็นคฤหัสถ์มีชื่อว่า นายดำ (นามสมมติ) สัญญาซื้อขายที่ดินก็ได้เซ็นต่อหน้าเจ้าพนักงานที่ดิน ซึ่งขณะนั้นโจทก์ก็ได้แสดงตนเป็นบรรพชิตมิได้แสดงตนเป็นคฤหัสถ์และต้องการจะเซ็นนามเป็นพระภิกษุแต่เจ้าพนักงานที่ดินให้โจทก์เซ็นนามเป็นนายดำ เพื่อให้ตรงกับหลักฐานเดิมพื่อการโอนกรรมสิทธิ์ มิฉะนั้นจะทำการโอนไม่ได้ โจทก์ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เพราะความจำเป็นของทางราชการบังคับ ซึ่งโจทก์ก็ได้ชี้แจงเจ้าคณะภาค ๑ ก่อนจำเลยจะมีคำสั่งแล้ว การเซ็นนามเป็นนายของโจทก์มิได้ทำให้ผู้ใดได้รับความเสียหาย มิได้มีเจตนาจะให้บุคคลใดหลงเชื่อหรือเข้าใจไขว้เขวว่าเป็นบรรพชิตหรือคฤหัสถ์อันจะเป็นการแสดงภาวะไม่แน่นอน ดังนั้นการเซ็นนามเป็นนายของโจทก์ จึงมิใช่เป็นการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงจำเลยไม่อาจถอดถอนโจทก์ออกจากตำแหน่งได้ โจทก์ร้องเรียนและอุทธรณ์ต่อจำเลยขอให้จำเลยเพิกถอนคำสั่งและคืนตำแหน่งเจ้าอาวาสให้โจทก์ จำเลยเพิกเฉยขอให้บังคับจำเลยเพิกถอนคำสั่งที่สั่งถอดถอนโจทก์ออกจากตำแหน่งหน้าที่เจ้าอาวาสวัดโคธาราม และคืนตำแหน่งให้โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยให้การว่าตามกฏมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๕ (พ.ศ.๒๕๐๖) ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนพระสังฆาธิการ ข้อ ๔๗ ระบุให้ทำการสอบสวนเท่านั้น ไม่จำต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนทั้งจำเลยก็มิได้สอบสวนเอง เนื่องจากขณะรับเรื่องที่มีผู้แจ้งให้ทราบนั้น จำเลยอาพาธอยู่จึงได้ส่งเรื่องให้เจ้าคณะภาค ๑ ผู้บังคับบัญชาชั้นสูงพิจารณา เจ้าคณะภาค ๑ สอบสวนแล้วเห็นว่าโจทก์ผิดจริง ซึ่งถือว่าเป็นความผิดอย่างร้ายแรง จึงให้จำเลยดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ จำเลยพิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำของโจทก์เป็นความผิดอย่างร้ายแรง จึงมีคำสั่งดังกล่าวซึ่งเป็นการปรับโทษสถานเบา เพราะหากปรับโทษตามที่เคยปรับมาแล้วโจทก์ต้องถูกปรับโทษถึงสึก จำเลยกระทำไปตามอำนาจหน้าที่อันถูกต้อง อีกประการหนึ่งหากโจทก์เห็นว่า คำสั่งไม่ถูกต้อง โจทก์ก็ชอบที่จะร้องทุกข์ไปตามระเบียบของมหาเถรสมาคมว่าด้วยการร้องทุกข์ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา
         ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เดิมโจทก์ชื่อ นายดำ(นามสมมติ) เมื่อโจทก์อายุ ๓๕ ปี ได้รับมรดกคือที่ดิน จำนวน ๑ แปลงจากบิดามารดา ต่อมาโจทก์อายุ ๕๐ ปี ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ......เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๐  โจทก์ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดโคธารามต่อมาโจทก์ได้ขายที่ดินของโจทก์ให้แก่ผู้ซื้อ ในการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินดังกล่าว โจทก์ลงชื่อเป็น นายดำ ต่อมามีผู้ร้องเรียนว่าโจทก์ลงชื่อเป็นนาย..... อันเป็นการแสดงภาวะไม่แน่นอนว่าเป็นบรรพชิตหรือคฤหัสถ์ จำเลยจึงมีคำสั่งถอดถอนโจทก์ออกจากการเป็นเจ้าอาวาสวัดโคธารามเมื่อวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๒๖ โจทก์ทำหนังสือร้องทุกข์ต่อเจ้าคณะภาค ๑  เมื่อวันที่ ๙ มกราคม ๒๕๒๗ ประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกามีว่า
         ๑. อำนาจฟ้อง
         ๒. จำเลยจงใจหรือประมาทเลินเล่อในการสั่งลงโทษถอดถอนโจทก์ออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสหรือไม่
         ในประเด็นแรกเรื่องอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า ระเบียบมหาเถรสมาคมว่าด้วยการร้องทุกข์ พ.ศ. ๒๕๐๖ ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๘ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ และตามความในข้อ ๔๕ แห่งกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๕ (พ.ศ. ๒๕๐๖) ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนพระสังฆาธิการ มหาเถรสมาคมได้วางระเบียบไว้ดังต่อไปนี้ ข้อ ๔ พระสังฆาธิการรูปใดถูกผู้บังคับบัญชาลงโทษฐานละเมิดจริยา ถ้าเห็นว่าคำสั่งลงโทษนั้นไม่เป็นธรรม ประสงค์จะร้องทุกข์ก็ให้ร้องทุกข์ต่อผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปชั้นหนึ่ง ข้อ ๕ ในการร้องทุกข์นั้นต้องทำเป็นคำร้องมีสำเนาหนึ่งฉบับระบุสถานที่และวันเดือนปีที่ร้องทุกข์ ชี้แจงแสดงเหตุผลหรือข้อผิดถูก แล้วลงลายมือชื่อของผู้ร้องทุกข์นั้นพร้อมกับสำเนาคำสั่งลงโทษ ยื่นต่อผู้มีหน้าที่รับคำร้องทุกข์ดังกล่าว โดยให้ส่งผ่านผู้สั่งลงโทษภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันทราบคำสั่งลงโทษ ตามระเบียบมหาเถรสมาคมดังกล่าวข้างต้นนี้ ในกรณีของโจทก์ เมื่อโจทก์เห็นว่าคำสั่งลงโทษของจำเลยไม่เป็นธรรมโจทก์ชอบที่จะยื่นคำร้องทุกข์ต่อเจ้าคณะภาค ๑ โดยยื่นผ่านจำเลยซึ่งเป็นเจ้าคณะจังหวัดภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่โจทก์ทราบคำสั่งลงโทษ ซึ่งข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ทราบคำสั่งเมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๒๖ โจทก์ร้องทุกข์ต่อเจ้าคณะภาค ๑ เมื่อวันที่ ๙ มกราคม ๒๕๒๗ โดยมิได้ผ่านจำเลย ซึ่งเป็นการไม่ชอบด้วยระเบียบมหาเถรสมาคมดังกล่าวข้างต้น ทั้งเป็นการล่วงเลยกำหนดเวลา ๑๕ วัน นับแต่โจทก์ทราบคำสั่งแล้ว คำสั่งลงโทษดังกล่าวจึงเป็นที่สุดโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งนั้นได้อีก พิพากษายืน
         ก็เป็นกรณีศึกษาที่ได้ยกขึ้นมาเพื่อจะชี้ให้ทราบว่าตามประกาศมหาเถรสมาคมข้างต้นนั้นได้ประกาศตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๗๙ และยังบังคับใช้อยู่จนถึงปัจจุบันเพื่อให้เกิดความแน่นอนว่าเป็นพระหรือคฤหัสถ์ ดังนั้นหากพระภิกษุรูปใดเจอปัญหาที่ชื่อเดิมเป็นนาย.............แล้วต้องการทำนิติกรรมสัญญานั้นก็ย่อมทำได้ตามปกติ เช่นเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน รถ ต้องการจะขายให้ผู้อื่น ก็ให้ลงชื่อว่าพระ.......................ในหนังสือสัญญาหรือเอกสารของทางราชการ และต้องแนบสำเนาเอกสารที่ทางคณะสงฆ์ออกให้เช่นใบสุทธิ และบัตรประจำตัวพระ เท่านี้ผู้เขียนก็คิดว่าน่าจะเพียงพอที่เจ้าหน้าที่จะดำเนินการให้ได้ ทำนองเดียวกับการเปลี่ยนชื่อตัว เวลาไปทำสัญญาซื้อขายที่ดิน รถ หากในโฉนดที่ดินหรือทะเบียนรถเป็นชื่อเดิม เวลาทำการซื้อขายก็ต้องแนบใบเปลี่ยนชื่อที่ทางราชการเป็นผู้ออกให้เป็นต้น เพื่อยืนยันว่าเป็นคนคนเดียวกันเท่านั้นเอง
          สำหรับเรื่องว่าจำเลยคือเจ้าคณะจังหวัดจงใจหรือเลินเล่อถอดถอนโจทก์หรือไม่นั้นศาลไม่วินิจฉัยให้เนื่องจากโจทก์ไม่ได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งต่อผู้ออกคำสั่งเพื่อให้ผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปชั้นหนึ่งวินิจฉัยภายใน ๑๕ วันนับแต่วันทราบคำสั่ง ผู้เขียนเห็นว่าเจ้าคณะจังหวัดได้กระทำโดยถูกต้องตามระเบียบของมหาเถรสมาคมแล้วและข้อเท็จจริงโจทก์ก็ยอมรับแล้วว่าเซ็นชื่อเป็นนาย............ดังนั้นที่เจ้าคณะจังหวัดลงโทษมานั้นถือว่าสถานเบาแล้วตามประกาศของมหาเถรสมาคมที่ให้ปรับโทษได้ถึงขั้นให้สึก

 
ผอ.สนง.พระพุทธศาสนาแห่งชาติ


พันตำรวจโท พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์
ผู้อำนวยการสำนักงาน
พระพุทธศาสนาแห่งชาติ

ผู้อำนวยการสถาบันพระสังฆาธิการ

นายพิศาฬเมธ แช่มโสภา
ผู้อำนวยการสถาบันพระสังฆาธิการ
E-BOOK (ฉบับถวายพระสังฆาธิการ)


นาฬิกาบอกวันเวลา
พยากรณ์อากาศ
สถิติผู้เข้าชมเว็บ
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้79
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้102
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้378
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว663
mod_vvisit_counterเดือนนี้2593
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว3086
mod_vvisit_counterผู้เข้าชมทั้งหมด468873

Online (20 minutes ago): 1
Your IP: 103.55.142.140
,
Now is: 2019-06-27 19:06
ราคาน้ำมัน