วิสัยทัศน์/พันธกิจ/ยุทธศาสตร์ สถาบันฯ
โครงการถวายความรู้ ฯ เจ้าคณะตำบล รุ่นที่ 23/62
ข่าวสถาบัน
แผนยุทธศาสตร์สถาบันพระสังฆาธิการ
โครงการถวายความรู้ ฯ เจ้าอาวาส รุ่นที่ 42/61
กฎหมายคณะสงฆ์ และมติ มส. ที่คณะสงฆ์ควรทราบ
บทความทางศาสนา
เกร็ดความรู้สำหรับพระสังฆาธิการ
เว็ปสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
เว็บหน่วยงาน พศ.
Untitled Document
Home

เรื่อง นิคหกรรม

                                                                                      นายอุดมศักดิ์ ชูโตชนะ
                                                                                      นักวิชาการศาสนาปฏิบัติการ
                                                                                      สถาบันพระสังฆาธิการ

                กฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๑๑ (พ.ศ. ๒๕๒๑) ว่าด้วยการลงนิคหกรรม ข้อ ๔ (๓) ให้คำจำกัดความว่า นิคหกรรม หมายถึงการลงโทษตามพระธรรมวินัย เมื่อพระภิกษุล่วงละเมิดพระธรรมวินัย ถูกกล่าวหาต่อผู้มีอำนาจลงนิคหกรรมหรือพระภิกษุผู้พิจารณาและคณะผู้พิจารณา และได้รับการพิจารณาวินิจฉัยลงนิคหกรรมให้สึกแล้วก็ต้องสึก เมื่อสึกไปแล้วกลับมาแต่งกายเป็นพระภิกษุอีก ก็จะกลายเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๐๘ ดังคำพิพากษาฎีกาที่๔๔๙๙/๒๕๓๙ คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยคือนาย จ. ได้   แต่งกายและใช้เครื่องหมายที่แสดงว่าจำเลยเป็นพระภิกษุในพุทธศาสนา โดยจำเลยมิได้เป็นพระภิกษุใน    พุทธศาสนา เพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าจำเลยเป็นพระภิกษุในพุทธศาสนา และจำเลยซึ่งเข้าไปพักอาศัยอยู่ใน    วัดสุงสุมารมหันตาราม ได้ทราบคำสั่งของเจ้าอาวาสในฐานะเจ้าพนักงานที่สั่งจำเลยซึ่งเป็นคฤหัสถ์และไม่ได้รับอนุญาตของเจ้าอาวาสไม่ให้เข้าไปอยู่อาศัยในวัด จำเลยไม่ปฎิบัติตามคำสั่งโดยยังคงอาศัยอยู่ในวัดสุงสุมารมหันตารามต่อไป ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๐๘,๓๖๘,๙๑ พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ มาตรา ๓๘(๑), ๔๕

          จำเลยให้การปฏิเสธ

          ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

          โจทก์อุทธรณ์โดยอัยการพิเศษประจำเขต ๗ ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุด รับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

          ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๐๘ ปรับ ๒,๐๐๐ บาท กระทงหนึ่งและมีความผิดตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ มาตรา ๓๘(๑),๔๕ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๘ วรรคแรก ปรับ ๕๐๐ บาท อีกกระทงหนึ่ง รวมปรับ ๒,๕๐๐ บาท ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๙,๓๐

          จำเลยฎีกา

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าเดิมจำเลยบวชเป็นพระภิกษุ ต่อมาวันที่          ๖ กันยายน ๒๕๓๔ คณะสงฆ์ผู้พิจารณาชั้นต้นมีคำวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดล่วงละเมิดพระธรรมวินัยให้จำเลยสึกจากการเป็นพระภิกษุตามคำวินิจฉัยชั้นต้นเอกสารหมาย จ.๖ ต่อมาวันเวลาเกิดเหตุจำเลยแต่งกายเป็นพระภิกษุและเข้าพักอาศัยอยู่ในวัดสุงสุมารมหันตาราม พระอธิการ ป. เจ้าอาวาสวัดดังกล่าวสั่งจำเลยให้ออกไปจากวัด จำเลยไม่ออกไปจากวัดตามคำสั่ง ที่จำเลยฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า หลังจากที่คณะสงฆ์ผู้พิจารณาชั้นต้นได้อ่านคำวินิจฉัยตามเอกสารหมาย จ.๖ ให้จำเลยฟังเมื่อวันที่ ๖ กันยายน ๒๕๓๔ แล้ว จำเลยได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำวินิจฉัยดังกล่าว แต่คณะสงฆ์ผู้พิจารณาชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย จำเลยได้ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะสงฆ์ผู้พิจารณาชั้นต้นอีกโดยส่งทางไปรษณีย์ แต่ก็ถูกกลั่นแกล้งไม่รับอุทธรณ์จำเลยอีก ซึ่งหากมีการรับอุทธรณ์ของจำเลยแล้ว จำเลยก็คงไม่ต้องสึกจนกว่าจะมีคำวินิจฉัยถึงที่สุดนั้น เห็นว่า การยื่นอุทธรณ์ต่อ    คณะสงฆ์ของจำเลยดังกล่าวเป็นการยื่นอุทธรณ์โดยชอบหรือไม่ ก็ไม่เป็นเหตุให้จำเลยซึ่งได้สึกจากการเป็นพระภิกษุไปแล้วดังที่ได้วินิจฉัยข้างต้นกลับมาเป็นพระภิกษุใหม่อีกและด้วยเหตุดังกล่าวจึงเห็นว่าการที่จำเลยแต่งกายเป็นพระภิกษุเพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนเป็นพระภิกษุ และไม่ยอมออกไปจากวัดสุงสุมารมหันตารามตามคำสั่งของพระอธิการ ป. เจ้าอาวาสวัดดังกล่าว เป็นการกระทำที่เป็นความผิดจริงตามฟ้อง

          พิพากษายืน

          กฎหมายอาญา มาตรา ๒๐๘ นั้นบัญญัติว่าผู้ใดแต่งกายหรือใช้เครื่องหมายที่แสดงว่าเป็นภิกษุ สามเณร นักพรตหรือนักบวชในศาสนาใดโดยมิชอบ เพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนเป็นบุคคลเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๑ ปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ดังนั้นเมื่อจำเลยได้สึกไปแล้วกลับมา   แต่งกายเป็นพระภิกษุอีก จึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๐๘  คดีนี้มีข้อที่น่าสนใจอยู่ว่าจำเลยได้ต่อสู้ในชั้นฎีกาว่า จำเลยได้ยื่นอุทธรณ์คำวินิจฉัยที่ให้จำเลยสึก แต่คณะสงฆ์ผู้พิจารณาชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย นั้นศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเมื่อจำเลยยินยอมเปลื้องสบงจีวรออกถือว่าจำเลยลาสิกขาบทแล้ว นั้นเป็นหลักความยินยอม ที่ศาลนำมาใช้ เช่นการค้นเคหะสถานของเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้นกฎหมายบังคับให้ตำรวจต้องขอหมายค้นจากศาลก่อน จึงสามารถเข้าค้นบ้านได้ ยกเว้นมีเหตุตามที่กฎหมายบัญญัติ เช่นมีการกระทำความผิดซึ่งหน้า หรือได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือจากภายในบ้าน อย่างนี้เป็นต้น ตำรวจสามารถเข้าค้นได้โดยไม่ต้องมีหมายค้นจากศาล แต่ถ้าไม่มีเหตุตามที่กฎหมายบัญญัติ แต่เจ้าของเคหสถานอนุญาตให้ค้นได้แล้ว การค้นของตำรวจก็ไม่ผิดกฎหมาย หรือกรณีแพทย์ทำการฉีดยาคนไข้ หรือผ่าตัดคนไข้ ก็เป็นกรณีที่คนไข้ต้องอนุญาตก่อนจึงจะทำได้ แต่ถ้าคนไข้ไม่อยู่ในภาวะที่ให้ความยินยอมได้ บิดามารดา สามีหรือภรรยา บุตรธิดาก็ต้องให้ความยินยอมก่อน เว้นแต่กรณีฉุกเฉินที่คนไข้ต้องได้รับการรักษาโดยด่วน อย่างนี้เป็นต้น ก็เป็นความรู้เบื้องต้นสำหรับพระสังฆาธิการซึ่งเห็นว่ามีประโยชน์อยู่บ้างก็นำมาเล่าสู่กันฟัง

 
ผอ.สนง.พระพุทธศาสนาแห่งชาติ


พันตำรวจโท พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์
ผู้อำนวยการสำนักงาน
พระพุทธศาสนาแห่งชาติ

ผู้อำนวยการสถาบันพระสังฆาธิการ

นายพิศาฬเมธ แช่มโสภา
ผู้อำนวยการสถาบันพระสังฆาธิการ
E-BOOK (ฉบับถวายพระสังฆาธิการ)


นาฬิกาบอกวันเวลา
พยากรณ์อากาศ
สถิติผู้เข้าชมเว็บ
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้19
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้106
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้435
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว664
mod_vvisit_counterเดือนนี้1983
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว3177
mod_vvisit_counterผู้เข้าชมทั้งหมด477453

Online (20 minutes ago): 2
Your IP: 103.55.142.140
,
Now is: 2019-09-20 06:25
ราคาน้ำมัน