โครงการถวายความรู้ ฯ เจ้าคณะตำบล รุ่นที่ 23/62
การพัฒนาสถาบันพระสังฆาธิการ
ข่าวสถาบัน
วิสัยทัศน์/พันธกิจ/ยุทธศาสตร์ สถาบันฯ
แผนยุทธศาสตร์สถาบันพระสังฆาธิการ
โครงการถวายความรู้ ฯ เจ้าอาวาส รุ่นที่ 42/61
กฎหมายคณะสงฆ์ และมติ มส. ที่คณะสงฆ์ควรทราบ
บทความทางศาสนา
เกร็ดความรู้สำหรับพระสังฆาธิการ
เว็ปสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
เว็บหน่วยงาน พศ.
Untitled Document

โครงการถวายความรู้ประจำปี 2562



ดาวน์โหลดใบจอบรับ และ แผนที่ตั้งสถาบันพระสังฆาธิการ

- แผนที่การเดินทางมาสถาบันพระสังฆาธิการ

Home

เรื่อง พระปลอม

                                                                                              โดย นายอุดมศักดิ์ ชูโตชนะ
                                                                                                นักวิชาการศาสนาปฏิบัติการ
                                                                                        สถาบันพระสังฆาธิการ

                พระปลอมคือผู้ที่ไม่ได้รับการบรรพชาอุปสมบทจากพระอุปัชฌาย์ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ และกฎหมายอาญามาตรา ๒๐๘ ก็ได้บัญญัติว่า ผู้ใดแต่งกายหรือใช้เครื่องหมายที่แสดงว่าเป็นภิกษุ สามเณร  นักพรตหรือนักบวชในศาสนาใดโดยมิชอบ เพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนเป็นบุคคลเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ      เพราะมีพวกมิจฉาชีพมักหากินกับความศรัทธาของประชาชนต่อพระพุทธศาสนา โดยแต่งกายเลียนแบบพระออกเรี่ยไรบ้าง รับบิณฑบาตบ้าง ดังคดีตัวอย่างต่อไปนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกา ๗๐๖๔/๒๕๔๔ คดีนี้พนักงานอัยการจังหวัดเลย เป็นโจทก์ฟ้องนายจอมทอง คำวงษา กับพวกเป็นจำเลยต่อศาลว่า เมื่อวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๔๔ จำเลยทั้งเจ็ดกระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันกล่าวคือ จำเลยที่ ๑ แต่งกายเป็นภิกษุในศาสนาพุทธโดยมิชอบเพื่อให้บุคคลอื่นและประชาชนเชื่อว่าจำเลยที่ ๑ เป็นภิกษุในศาสนาพุทธซึ่งความจริงแล้ว จำเลยที่ ๑๒ มิได้เป็นภิกษุในศาสนาพุทธ จำเลยทั้งเจ็ดสมคบร่วมกันเพื่อกระทำการเป็นซ่องโจรโดยสมคบร่วมกันวางแผนเพื่อฉ้อโกงประชาชนอันเป็นความผิดอย่างหนึ่งตามที่บัญญัติไว้ในภาค ๒ แห่งประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งความผิดนี้มีกำหนดโทษอย่างสูงตั้งแต่หนึ่งปีขึ้นไป เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งเจ็ดได้พร้อมบารตพระ  ๑ อัน ผ้าจีวร ๑ ผืน ผ้าสบง ๑ ผืน ผ้าอาบน้ำฝน ๑ ผืน ผ้าอังสา ๑ ผืน ย่ามสะพาย ๑ ใบ ธูปหอม ๑ มัด และเทียนไข ๑ ห่อ อันเป็นทรัพย์ที่มีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๓, ๘๓, ๙๑, ๒๐๘, ๒๑๐, ๓๔๑, ๓๔๓

          จำเลยทั้งเจ็ดให้การรับสารภาพ

          ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๐๘ กับจำเลยทั้งเจ็ดมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๑๐ วรรคแรก,๘๓ การกระทำของจำเลยที่ ๑ เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ จำเลยที่ ๒ มีอายุ ๑๗ ปีลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๗๕ แล้ว ฐานซ่องโจร คงจำคุก ๖ เดือน ฐานแต่งกายเป็นพระภิกษุโดยมิชอบ จำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๑ ปี และฐานซ่องโจร จำคุกจำเลยที่ ๑ ที่ ๓ ถึงที่ ๗ คนละ ๑ ปี รวมจำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๒ ปี จำเลยทั้งเจ็ดให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยทั้งเจ็ดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๗๘ จำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๑ ปี จำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๓ เดือน จำคุกจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๗ คนละ ๖ เดือน สำหรับจำเลยที่ ๒ ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๓ พฤติการณ์แห่งคดีเห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นการบ่อนทำลายพุทธศาสนา จึงไม่รอการลงโทษ ริบของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก

          จำเลยทั้งเจ็ดอุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานแต่งกายเป็นภิกษุโดยมิชอบ จำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๖ เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๗๘ แล้ว คงจำคุก ๓ เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานซ่องโจรตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก ๙ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

          จำเลยที่ ๑ ฎีกา

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “ ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อกฎหมายของจำเลยที่๑ ว่า การกระทำของจำเลยที่๑ เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ เห็นว่าโจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ ว่ากระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน โดยแต่งกายเป็นภิกษุในศาสนาพุทธโดยมิชอบเพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนเป็นภิกษุในศาสนาพุทธซึ่งเป็นการกระทำความผิดเกี่ยวกับศาสนาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๐๘ และจำเลยที่ ๑ ได้สมคบกับจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๗ วางแผนการเพื่อฉ้อโกงประชาชน อันเป็นความผิดฐานเป็นซ่องโจร ซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับความสงบสุขของประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๑๐ การกระทำความผิดทั้ง ๒ ฐาน ดังกล่าวจำเลยที่ ๑ ย่อมมีเจตนาประสงค์ต่อผลแตกต่างกันได้ที่สำคัญก็คือสามารถแยกแยะการกระทำแต่ละความผิดได้ เมื่อจำเลยที่ ๑ ให้การรับสารภาพว่าได้กระทำความผิดตามฟ้อง จึงเป็นการกระทำความผิดหลายกรรม ไม่ใช่เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทดังที่จำเลยที่ ๑ ฎีกา คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๔ ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ฟังไม่ขึ้น” พิพากษายืน

 
ผอ.สนง.พระพุทธศาสนาแห่งชาติ


พันตำรวจโท พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์
ผู้อำนวยการสำนักงาน
พระพุทธศาสนาแห่งชาติ

ผู้อำนวยการสถาบันพระสังฆาธิการ

นายพิศาฬเมธ แช่มโสภา
ผู้อำนวยการสถาบันพระสังฆาธิการ
E-BOOK (ฉบับถวายพระสังฆาธิการ)


นาฬิกาบอกวันเวลา
พยากรณ์อากาศ
สถิติผู้เข้าชมเว็บ
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้85
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้102
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้384
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว663
mod_vvisit_counterเดือนนี้2599
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว3086
mod_vvisit_counterผู้เข้าชมทั้งหมด468879

Online (20 minutes ago): 2
Your IP: 103.55.142.140
,
Now is: 2019-06-27 20:18
ราคาน้ำมัน