วิสัยทัศน์/พันธกิจ/ยุทธศาสตร์ สถาบันฯ
โครงการถวายความรู้ ฯ เจ้าคณะตำบล รุ่นที่ 23/62
ข่าวสถาบัน
แผนยุทธศาสตร์สถาบันพระสังฆาธิการ
โครงการถวายความรู้ ฯ เจ้าอาวาส รุ่นที่ 42/61
กฎหมายคณะสงฆ์ และมติ มส. ที่คณะสงฆ์ควรทราบ
บทความทางศาสนา
เกร็ดความรู้สำหรับพระสังฆาธิการ
เว็ปสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
เว็บหน่วยงาน พศ.
Untitled Document
Home

เรื่อง พระโดนกรรโชกทรัพย์

                                                                                                โดย นายอุดมศักดิ์ ชูโตชนะ
                                                                                                 นักวิชาการศาสนาปฏิบัติการ
                                                                                                 สถาบันพระสังฆาธิการ

                ภัยของพระสงฆ์มีหลากหลายรูปแบบ ซึ่งมิจฉาชีพจ้องที่จะหาประโยชน์กับพระสงฆ์ ซึ่งบางท่านอาจจะตกเป็นผู้เสียหายแล้วก็ไม่ได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจปล่อยให้คนชั่วเหล่านี้ลอยนวลและเที่ยวไปก่อความเดือดร้อนต่อไปอีก การได้ศึกษารูปแบบการก่อคดีของมิจฉาชีพต่อพระสงฆ์ก็จะเป็นการป้องกันมิให้มิจฉาชีพได้มีโอกาสได้ก่อความเดือดร้อนต่อพระสงฆ์ มีคดีตัวอย่างที่น่าสนใจตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๐๘๔๓/๒๕๕๓ คดีนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจจับนางขนิษฐา ทิพย์รัตน์ ในข้อหากรรโชกทรัพย์ ทำการสอบสวนส่งพนักงานอัยการฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรมให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๘ ริบของกลาง คืนเงินจำนวน ๒๐,๐๐๐ บาท จำเลยให้การปฏิเสธ

          ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๘ จำคุก ๓ ปี ริบของกลาง และคืนเงิน ๒๐,๐๐๐ บาทแก่ผู้เสียหาย

          จำเลยอุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง คืนของกลางทั้งหมดแก่เจ้าของ

          โจทก์ฎีกา

          ศาลฏีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฏีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานรีดเอาทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๘ ดังที่ศาลชั้นต้นพิพากษาหรือไม่ ในปัญหานี้ผู้เสียหายไม่ได้มาเบิกความต่อศาลชั้นต้น โดยผู้เสียหายมีหนังสือแจ้งมายังศาลว่า ตนเป็นพระภิกษุไม่ประสงค์จะเกี่ยวข้องกับเรื่องทางโลกจึงไม่ขอเดินทางมาเบิกความ ซึ่งเป็นสิทธิของผู้เสียหายผู้เป็นพระภิกษุในพุทธศาสนาที่ไม่จำต้องไปศาลตามหมายเรียกพยานบุคคลลงวันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๔๕ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๐๘ วรรคสอง(๒) ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะศาลออกหมายเรียกพยานบุคคลดังกล่าว โจทก์จึงอ้างและส่งบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายลงวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๔๕ เป็นพยานหลักฐานต่อศาลชั้นต้น ส่วนพยานโจทก์ที่มาศาลมีนายสุทินซึ่งเป็นศิษย์ของผู้เสียหายและเป็นผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับพระเครื่องและวัตถุมงคลมาเบิกความเป็นพยานว่า พยานเคารพนับถือไปมาหาสู่กับผู้เสียหายมานานประมาณ ๑๐ ปีแล้ว ก่อนเกิดเหตุระหว่างวันที่ ๗ ถึง ๑๐ เมษายน ๒๕๔๕ วันใดจำไม่ได้แน่ชัด พยานไปพบผู้เสียหายที่วัดมุมป้อมเพราะผู้เสียหายได้รับกิจนิมนต์ที่วัดดังกล่าว ผู้เสียหายจึงเล่าให้พยานฟังว่าผู้หญิงคนหนึ่งอ้างว่าเป็นหัวหน้าผู้สื่อข่าวโทรทัศน์ช่องไอทีวีมาขอเงินจำนวน ๖๐๐,๐๐๐ บาทมิฉะนั้นจะนำภาพที่ผู้เสียหายมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับผู้หญิงออกเผยแพร่โดยจะออกข่าวในวันที่ ๑๕ เดือนดังกล่าวนั้นเอง ซึ่งผู้หญิงคนนี้ได้นำเอกสารไปมอบให้ผู้เสียหายด้วย พยานจึงขอตรวจดู ปรากฏว่าเป็นบันทึกนักข่าวจรัญสนิทวงศ์ ลงวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๕๔ ผู้เสียหายแจ้งพยานว่าได้เห็นภาพการตัดต่อในเอกสารดังกล่าวแล้วไม่ชัดเจน แต่ได้มอบเงินจำนวน ๖๐,๐๐๐ บาทให้ผู้หญิงคนนั้นไปเพื่อนัดให้มารับเงินส่วนที่เหลือและจะได้ดำเนินการจับกุมบุคคลดังกล่าวเพราะผู้เสียหายได้ประชุมวัดต่างๆ และได้กล่าวอ้างเรื่องนี้ขึ้นในที่ประชุมสงฆ์ของอำเภอแล้วว่าจะดำเนินการกับแก๊งนี้ พยานได้ประสานไปยังสถานีโทรทัศน์ช่องไอทีวี ถึงข่าวนี้ปรากฏว่าไม่มีข่าวดังกล่าวที่จะออกในวันที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๔๕ พยานจึงไปแจ้งพันตำรวจเอกสุดใจ ให้ทราบและผู้ใต้บังคับบัญชาประสานงานกับพยานและผู้เสียหายเพื่อติดตามจับบุคคลดังกล่าวและคืนนั้นเวลาประมาณ ๒๐ นาฬิกา ได้มีการวางแผนการจับกุมกัน เมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๔๕ บันทึกคำให้การของผู้เสียหายในชั้นสอบสวนซึ่งผู้เสียหายได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนในวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๔๕  ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่จับจำเลยได้ที่กุฏิของผู้เสียหายจึงมีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังประกอบกับคำเบิกความของนายสุทินและร้อยตำรวจเอกลพชนซึ่งไม่เคยรู้จักและมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน บันทึกนักข่าวจรัลสนิทวงศ์ ลงวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๔๕และรับฟังประกอบกับบันทึกข้อความที่จำเลยเขียนว่า “จะไม่ให้นักข่าวลงข่าวทางวิทยุและไอทีวีหรือหนังสือพิมพ์ทุกฉบับอย่างเด็ดขาด ไทยรัฐ มติชน คมชัดลึก” และ   วีซีดีที่บันทึกภาพเหตุการณ์ที่กุฏิของผู้เสียหายเมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๔๕ ตามวัตถุพยานได้ พยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวจึงมีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังได้ว่าระหว่างต้นเดือนเมษายน ถึงวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๔๕ เวลาประมาณ ๑๑ นาฬิกา จำเลยได้พูดข่มขืนใจผู้เสียหายให้ยอมให้เงินจำนวน ๖๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งเป็นประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินโดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชื่อเสียงของผู้เสียหายซึ่งเป็นพระภิกษุผู้ถูก  ขู่เข็ญด้วยการจะให้นักข่าวลงข่าวพาดหัวในหนังสือพิมพ์ว่า ผู้เสียหายมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงซึ่งไม่เป็นความจริง ผู้เสียหายเห็นว่าหากมีการลงข่าวเรื่องดังกล่าวไปจะทำให้ผู้เสียหายเสียชื่อเสียง จึงยอมให้เงินแก่จำเลยไปจำนวน ๖๐,๐๐๐ บาท โดยจำเลยรับเงินจำนวนดังกล่าวไปแล้วบอกว่าจะจำนำไปให้นักข่าว จำนวน ๕๐,๐๐๐ บาท ส่วนเงินจำนวน ๑๐,๐๐๐ บาทจะใช้เป็นค่ารถ ค่าอาหารและค่าใช้จ่ายใจการติดต่อของจำเลย หลังจากนั้นประมาณ ๒ ถึง ๓ วัน จำเลยไปพบผู้เสียหายที่วัดอีกพร้อมกับนำแผ่นปลิวซึ่งมีข้อความที่จะพาดหัวข่าวในหนังสือพิมพ์มาให้ผู้เสียหายดูโดยบอกว่าจะมีการลงพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ในวันที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๔๕ หากผู้เสียหายไม่ยอมจ่ายเงินส่วนที่เหลือซี่งผู้เสียหายเห็นว่า จำเลยทำมากเกินไปแล้วจึงแกล้งบอกว่าในวันที่ ๑๕ นั้นเป็นวันหยุดราชการเบิกเงินจากธนาคารไม่ได้ จึงนัดจำเลยให้มารับเงินวันที่ ๑๗ เมษายน๒๕๔๕ ผู้เสียหายให้นายสุทินไปแจ้งเรื่องดังกล่าวให้เจ้าพนักงานตำรวจทราบ พันตำรวจโทยศพลกับร้อยตำรวจเอกลพชนและพวกได้ร่วมกันวางแผนการจับกุมจำเลยในวันดังกล่าว พร้อมกับใช้กล้องวีดีโอบันทึกภาพเหตุเหตุการณ์ที่จำเลยมาพบผู้เสียหายที่กุฎิของผู้เสียหายไว้ ตามวีซีดีวัตถุพยาน ซึ่งปรากฏภาพที่ผู้เสียหายคุยกับจำเลย ผู้เสียหายส่งกระดาษให้จำเลยเขียนข้อความลงบนกระดาษดังกล่าวแล้วผู้เสียหายลุกขึ้นไปหยิบนับเงิน (ที่ผู้เสียหายทำเครื่องหมายไว้ที่ธนบัตร) เพื่อส่งมอบให้จำเลย จำเลยส่งกระดาษที่จำเลยเขียนข้อความแล้วให้ผู้เสียหาย ผู้เสียหายอ่านข้อความในกระดาษแผ่นนั้นแล้วส่งเงินให้จำเลย จำเลยรับเงินมานับ จากนั้นเจ้าพนักงานตำรวจได้เข้าจับกุมจำเลยพร้อมยึดธนบัตรฉบับละ ๕๐๐ บาทจำนวน ๔๐ ฉบับ เป็นเงินจำนวน ๒๐,๐๐๐ บาท ที่ทำเครื่องหมายไว้ทุกฉบับ เอกสารฉบับ เอ ๔ มีข้อความทำนองขู่เข็ญผู้เสียหายจำนวน ๘ แผ่นและบันทึกข้อความเขียนด้วยลายมือชื่อและลงลายมือชื่อจำเลย ๑ แผ่น เป็นของกลาง ตามบัญชีของกลาง ที่จำเลยนำสืบโดยอ้างตนเองเป็นพยานกับมีนายวิเชียร นางสุชาดา นางลำยอง มาเบิกความเป็นพยานได้ความว่า ในวันเกิดเหตุผู้เสียหายโทรศัพท์แจ้งจำเลยให้ซื้อยารักษาโรคไปให้ผู้เสียหาย ในวันนั้นจำเลยจัดงานเลี้ยงฉลองวันสงกรานต์ที่บ้านได้ชวนนางมัทรีที่มาช่วยงานนำยาไปให้ผู้เสียหายด้วยกัน เมื่อไปถึงวัดจำเลยก็นำยาไปให้ผู้เสียหายในกุฏิ ผู้เสียหายนำกระดาษเอกสารมาให้จำเลยช่วยเขียนเพื่อไม่ให้หนังสือพิมพ์ลงข่าวเกี่ยวกับผู้เสียหาย ขณะลา     กลับผู้เสียหายหยิบเงินมาวางไว้บนโต๊ะเจ้าพนักงานตำรวจก็เข้ามาจับจำเลยและกล่าวหาว่าจำเลยเรียกร้องเงินจากผู้เสียหาย แล้วนำจำเลยส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี หลังเกิดเหตุผู้เสียหายมีหนังสือตามเอกสารถึงผู้บังคับบัญชาจำเลยว่าเรื่องของจำเลยเป็นการเข้าใจผิด ทำให้มีเรื่องราวขึ้นมา ในความเป็นจริงจำเลยเป็นลูกยกของผู้เสียหายและจำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามเอกสาร ก็ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายได้ระบุว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิดกันอย่างไรความเป็นจริงในเรื่องราวที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร ข้อความในหนังเอกสารจึงยังไม่มีน้ำหนักและเหตุผลพอให้รับฟังได้ ดังนี้ จึงไม่มีเหตุให้ควรระแวงสงสัยว่าผู้เสียหายซึ่งเป็นพระภิกษุดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสและเจ้าคณะอำเภอ เป็นพระชั้นผู้ใหญ่จะแต่งเรื่องขึ้นและให้การให้ร้ายแก่จำเลย เมื่อรับฟังประกอบกับพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ทั้งหมดดังได้วินิจฉัยมาแล้ว แม้เรื่องผู้เสียหายมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงจะรับฟังไม่ได้ว่าเป็นเรื่องที่มูลความจริงอันถือเป็นความลับและมิใช่การข่มขืนใจผู้เสียหายให้ยอมให้จำเลยหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินโดยขู่เข็ญว่าจะเปิดเผยความลับ ซึ่งทำให้ผู้เสียหายหรือผู้ถูกขู่เข็ญเสียหาย จนผู้เสียหายยอมให้เงินแก่จำเลยอันเป็นความผิดฐานรีดเอาทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๘ ดังที่โจทก์ฟ้องก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยดังกล่าวก็เป็นการข่มขืนใจให้ผู้เสียหายให้ยอมให้จำเลยหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินโดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชื่อเสียงของผู้เสียหาย ผู้เสียหายยอมใช้เงินแก่จำเลยอันเป็นความผิดฐานกรรโชก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๗ วรรคแรก ซึ่งแม้ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาดังกล่าวแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องแต่ก็เป็นเพียงข้อแตกต่างกันในรายละเอียดเท่านั้น มิใช่ข้อแตกต่างในข้อสาระสำคัญ ไม่ถือว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณานั้นเป็นเรื่องเกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ ทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลฏีกาจึงลงโทษจำเลยในความผิดฐานกรรโชกได้ พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักและเหตุผลพอที่จะหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฏีกาไม่เห้นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

          พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๓๗ วรรคแรก ให้จำคุกจำเลยไว้มีกำหนด ๑ ปี ริบของกลาง และคืนเงินของกลางจำนวน ๒๐,๐๐๐ บาทแก่ผู้เสียหาย

          ที่ยกรายละเอียดมากล่าวไว้ค่อนข้างยาวก็ได้เห็นพฤติการณ์แห่งคดีที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัย การชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน ซึ่งหากพระภิกษุรูปใดโดนพวกมิจฉาชีพเข้ามาหลอกลวง ขู่เข็ญด้วยประการใดๆ ก็ตามทีจะได้นำพฤติการณ์แห่งคดีนี้มาเทียบเคียงเป็นตัวอย่างเพื่อที่จะจัดการกับพวกมิจฉาชีพมิให้ก่อความเดือดร้อนต่อสังคมได้อีก นอกจากนี้ผู้ที่สนใจด้านกฎหมายก็จะได้เห็นความแตกต่างระหว่างฐานความผิดกรรโชกทรัพย์และรีดเอาทรัพย์ซึ่งศาลท่านได้ให้รายละเอียดค่อนข้างชัดเจนก็เห็นว่ามีประโยชน์จึงได้นำมาลงไว้ ณ ที่นี้

 
ผอ.สนง.พระพุทธศาสนาแห่งชาติ


พันตำรวจโท พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์
ผู้อำนวยการสำนักงาน
พระพุทธศาสนาแห่งชาติ

ผู้อำนวยการสถาบันพระสังฆาธิการ

นายพิศาฬเมธ แช่มโสภา
ผู้อำนวยการสถาบันพระสังฆาธิการ
E-BOOK (ฉบับถวายพระสังฆาธิการ)


นาฬิกาบอกวันเวลา
พยากรณ์อากาศ
สถิติผู้เข้าชมเว็บ
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้49
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้103
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้255
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว664
mod_vvisit_counterเดือนนี้1803
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว3177
mod_vvisit_counterผู้เข้าชมทั้งหมด477273

Online (20 minutes ago): 2
Your IP: 103.55.142.140
,
Now is: 2019-09-18 11:55
ราคาน้ำมัน