วิสัยทัศน์/พันธกิจ/ยุทธศาสตร์ สถาบันฯ
โครงการถวายความรู้ ฯ เจ้าคณะตำบล รุ่นที่ 23/62
ข่าวสถาบัน
แผนยุทธศาสตร์สถาบันพระสังฆาธิการ
โครงการถวายความรู้ ฯ เจ้าอาวาส รุ่นที่ 42/61
กฎหมายคณะสงฆ์ และมติ มส. ที่คณะสงฆ์ควรทราบ
บทความทางศาสนา
เกร็ดความรู้สำหรับพระสังฆาธิการ
เว็ปสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
เว็บหน่วยงาน พศ.
Untitled Document
Home

เรื่อง การสะเดาะเคราะห์

                                                                                                โดย นายอุดมศักดิ์ ชูโตชนะ
                                                                                                 นักวิชาการศาสนาปฏิบัติการ
                                                                                                 สถาบันพระสังฆาธิการ

          การสะเดาะเคราะห์หรือแก้กรรมเป็นเรื่องที่ท่านผู้อ่านทั้งหลายคงได้ยินหรือได้ฟังกันพอสมควร บ้างก็ไปถวายสังฆทานกับพระสงฆ์ ปล่อยนก ปล่อยปลา หรือไปถือศีลปฏิบัติธรรมนี่ก็เป็นเรื่องที่ดีเป็นบุญเป็นกุศล อุทิศให้เจ้ากรรมนายเวร แต่การสะเดาะเคราะห์บางประเภททำแล้ว ผู้รับทำก็เดือดร้อนต้องติดคุกติดตะรางตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๒๑/๒๕๕๔ คดีนี้พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี เป็นโจทก์ฟ้องนายผิน เป็นจำเลยต่อศาลฐานความผิดกระทำอนาจาร และพยายามข่มขืน จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฏีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

          ศาลฏีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้วมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฏีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนางสาวสุรีรัตน์หรือตุ้ม ผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความว่า ก่อนเกิดเหตุนายอ้วนซึ่งเป็นคนรักทอดทิ้งผู้เสียหายไป ได้ปรึกษานางสาวผึ้งซึ่งเป็นเพื่อน นางสาวผึ้งบอกว่าที่วัดลุ่มคงคารามมีการรดน้ำมนต์และสะเดาะห์เคราะห์ วันเกิดเหตุวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๔๑ เวลาประมาณ ๑๕ นาฬิกา ผู้เสียหายนั่งรถจักรยานยนต์รับจ้างไปที่วัดดังกล่าว เมื่อไปถึงสอบถามพระในวัดทราบว่า เจ้าอาวาสไปธุระ จึงกลับไปก่อน วันเดียวกันเวลาประมาณ ๑๗ นาฬิกา ผู้เสียหายไปที่วัดอีกพบจำเลยซึ่งเป็นเจ้าอาวาสอยู่ที่กุฏิ จำเลยถามว่ามาทำไม ผู้เสียหายบอกว่าคนรักตีตัวออกห่างอยากให้กลับมาอยู่ด้วยกัน จำเลยบอกว่าจะต้องรดน้ำมนต์และลงนะหน้าทอง ผู้เสียหายตกลง จำเลยส่งผ้าขนหนูแก่ผู้เสียหายบอกว่าให้เปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วให้ผู้เสียหายนั่งยองๆ ในห้องน้ำของกุฏิ จำเลยถือกระป๋องซึ่งมีน้ำมนต์มารดผู้เสียหาย ระหว่างรดน้ำมนต์จำเลยใช้มือลูบไล้ใบหน้าและหน้าอกผู้เสียหาย ผู้เสียหายถามว่าทำไมต้องทำอย่างนี้ จำเลยบอกว่าเพื่อให้น้ำมนต์เข้าสู่ร่างกายจะทำให้ขลัง จำเลยใช้เวลารดน้ำมนต์ประมาณ ๑๐ นาที แล้วให้ผู้เสียหายใส่เสื้อผ้า จำเลยบอกว่ากรณีลงนะหน้าทองจำเลยไม่มีเวลาพอเพราะต้องไปสวดศพ ให้ผู้เสียหายโทรศัพท์มาหาจำเลยในเวลาประมาณ ๒๑ นาฬิกา แล้วผู้เสียหายกลับไป เมื่อถึงเวลาดังกล่าวผู้เสียหายโทรศัพท์ไปหาจำเลยและไปพบจำเลยที่วัดซึ่งขณะนั้นยืนรออยู่หน้ากุฏิ จำเลยพาผู้เสียหายเข้าประตูด้านข้างกุฏิไปที่ห้องพระ จำเลยให้ผู้เสียหายถอดเสื้อผ้าออกหมด นอนลงบนเสื่อซึ่งมีผ้าปู จำเลยใส่เพียงสบง ส่วนท่อนบนเปลือยจำเลยบอกให้ผู้เสียหายหลับตา จำเลยใช้มือลูบไล้จากใบหน้าลงมาถึงหน้าท้องผู้เสียหาย โดยจำเลยท่องคาถาไปด้วย จำเลยใช้หัวเข่าแยกขาผู้เสียหายและขึ้นคร่อม พยายามใส่อวัยวะเพศของจำเลยเข้าในช่องคลอดผู้เสียหาย ผู้เสียหายบอกว่าไม่ใช้การลงนะหน้าทองแล้ว จำเลยให้ผู้เสียหายหลับตาไม่ต้องพูด จำเลยพยายามใส่อวัยวะเพศเข้าในช่องคลอดอีก ผู้เสียหายดิ้นรนร้องขอความช่วยเหลือ จำเลยตกใจปล่อยตัวผู้เสียหาย ผู้เสียหายใส่เสื้อผ้าวิ่งออกจากห้องพระไปเปิดประตูด้านข้างกุฏิพร้อมตะโกนขอความช่วยเหลือ ได้ยินเสียงคนอยู่ข้างนอกถามว่ามีอะไรกัน ผู้เสียหายบอกว่าจำเลยจะข่มขืนกระทำชำเรา เมื่อเปิดประตูออกมาชายเหล่านั้นซึ่งภายหลังทราบว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจได้ช่วยผู้เสียหายและจับกุมจำเลย เห็นว่าสำหรับความผิดฐานกระทำอนาจารนั้น แม้โจทก์จะมีผู้เสียหายเพียงปากเดียวที่ยืนยันว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิด และในชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธในความผิดฐานนี้ตามบันทึกคำให้การก็ตาม แต่ได้ความจากคำเบิกความของนายเริงฤทธิ์ พยานโจทก์ซึ่งเป็นหัวหน้างานตรวจการคณะสงฆ์ กรมการศาสนา มีหน้าที่ควบคุมดูแลตรวจตราพระภิกษุสามเณรที่ประพฤติมิชอบในพระธรรมวินัยทั่วประเทศ เบิกความว่า วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๔๑ พยานได้รับคำสั่งจากรองอธิบดีกรมการศาสนาให้ไปตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องที่หนังสือพิมพ์ไทยรัฐลงข่าวว่าจำเลยกระทำอนาจารและพยายามข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายว่าเป็นอย่างไร มีการข่มเหงรังแกพระหรือไม่ พยานไปที่วัดสำโรงซึ่งมีพระครูปัญญา เป็นเจ้าอาวาสและเป็นเจ้าคณะตำบลบางกรวย โดยวัดลุ่มคงคารามที่จำเลยเป็นเจ้าอาวาสอยู่ในเขตการปกครองของเจ้าคณะตำบลดังกล่าว พยานพบจำเลยซึ่งเพิ่งได้รับการปล่อยชั่วคราวจากเจ้าพนักงานตำรวจแล้วได้มาพักที่วัดนี้ พยานสอบปากคำจำเลยโดยจำเลยเล่าความจริงให้ฟัง จำเลยเล่าว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ ๑๗ นาฬิกา ผู้เสียหายมาหาจำเลยขอให้รดน้ำมนต์ จำเลยพาไปที่กุฏิและให้ผู้เสียหายถอดเสื้อผ้าทั้งหมดรวมทั้งชุดชั้นในโดยให้พนมมือในห้องน้ำ จากนั้นจำเลยรดน้ำมนต์ให้ผู้เสียหาย และลูบไล้ตามตัวผู้เสียหายเสร็จแล้วผู้เสียหายกลับไป พยานทำบันทึกคำให้การจำเลยไว้ อ่านให้จำเลยฟังแล้วให้จำเลยลงชื่อ หลังจากนั้นได้ทำรายงานให้อธิบดีกรมการศาสนาและปลัดกระทรวงศึกษาธิการทราบ นายเริงฤทธิ์เป็นเจ้าพนักงานของรัฐกระทำการตามอำนาจหน้าที่ได้สอบปากคำจำเลยโดยเปิดเผยที่วัดสำโรงต่อหน้านายชัชรินทร์ ศึกษาธิการอำเภอบางกรวยและพระมหาตรรกวิท พระวัดลุ่มคงคารามที่จำเลยเป็นเจ้าอาวาส ซึ่งทั้งสองได้ลงชื่อเป็นพยานในบันทึกถ้อยคำของจำเลยด้วย จึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่านายเริงฤทธิ์จะเบิกความปรักปรำจำเลยซึ่งเป็นพระสงฆ์ให้ต้องรับโทษ ทั้งการสอบปากคำได้กระทำหลังเกิดเหตุเพียง ๒ วัน และคำให้การดังกล่าวเป็นผลร้ายแก่จำเลยเอง จึงเชื่อว่าจำเลยให้ปากคำโดยสมัครใจด้วยความสัตย์จริงจึงสามารถใช้ยันจำเลยได้ เมื่อคำให้การดังกล่าวสอดคล้องกับคำเบิกความของผู้เสียหาย จึงทำให้พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักให้รับฟังแม้ผู้เสียหายเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า เมื่อผู้เสียหายกลับบ้าน ผู้เสียหายเล่าให้มารดาฟังว่าไปรดน้ำมนต์มา โดยไม่ได้บอกว่าจำเลยถูกเนื้อต้องตัว เนื่องจากคิดว่าจำเลยไม่จงใจลวนลามนั้น ก็เป็นความเข้าใจของผู้เสียหายเองว่าการกระทำนั้นเป็นส่วนหนึ่งของพิธีรดน้ำมนต์ ซึ่งก่อนจำเลยรดน้ำมนต์ให้ผู้เสียหาย ไม่ได้บอกว่าจะต้องถูกเนื้อตัวผู้เสียหายด้วย เมื่อจำเลยลูบไล้ใบหน้าและหน้าอก ผู้เสียหายจึงถามว่าทำไมต้องทำเช่นนั้นด้วย ย่อมแสดงว่าผู้เสียหายไม่ได้ยินยอมให้จำเลยกระทำเช่นนั้นได้ จำเลยอาศัยความเป็นพระภิกษุที่ผู้เสียหายให้ความนับถือและกระทำเพียงครั้งเดียวในลักษณะฉวยโอกาส ในขณะที่ผู้เสียหายไม่ทราบล่วงหน้ามาก่อนจึงไม่อาจป้องกันตัวเองได้ทัน การกระทำในลักษณะฉวยโอกาสดังกล่าวย่อมทำให้ผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ความเข้าใจของผู้เสียหายว่าเป็นส่วนหนึ่งของพิธีรดน้ำมนต์เช่นนี้ไม่ทำให้จำเลยพ้นผิด ที่จำเลยนำสืบว่า ผู้เสียหายมีความประพฤติทางเพศและอาชีพไม่น่าเชี่อถือ ผู้เสียหายมีรายได้น้อย ไม่รู้จักวัดที่เกิดเหตุมาก่อน จึงไม่น่าเชื่อว่าจะไปที่วัดถูกและไม่น่าเชื่อว่าจะมีเงินจ้างรถจักรยานยนต์รับจ้างไปวัดถึง ๓ ครั้งนั้น เห็นว่าการที่ผู้เสียหายสอบถามที่อยู่ของวัดจากนางสาวน้ำผึ้ง ย่อมไปที่วัดที่เกิดเหตุได้ไม่ยาก ส่วนรายได้ ความประพฤติ และอาชีพของผู้เสียหายเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นที่ต้องคำนึง แต่ที่สำคัญขึ้นอยู่กับคำเบิกความของผู้เสียหายว่ามีเหตุผล และสอดคล้อกับพยานหลักฐานอื่นหรือไม่ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคง พยานหลักฐานของจำเลยไม่อาจหักล้างได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยได้ใช้มือลูบไล้ใบหน้าและหน้าอกผู้เสียหาย โดยผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ จำเลยจึงมีความผิดฐานกระทำอนาจารผู้เสียหาย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นพิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานกระทำอนาจาร จำคุก ๑ ปี ฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเรา จำคุก  ๕ ปี รวมจำคุก ๖ ปี คำให้การชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุกจำเลยมีกำหนด ๔ ปี

          คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ยกฟ้องโจทก์ แต่ศาลฎีกาพิพากษากลับเห็นว่าจำเลยกระทำความผิดจริง ซึ่งก็เป็นดุลพินิจในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของศาล.

 
ผอ.สนง.พระพุทธศาสนาแห่งชาติ


พันตำรวจโท พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์
ผู้อำนวยการสำนักงาน
พระพุทธศาสนาแห่งชาติ

ผู้อำนวยการสถาบันพระสังฆาธิการ

นายพิศาฬเมธ แช่มโสภา
ผู้อำนวยการสถาบันพระสังฆาธิการ
E-BOOK (ฉบับถวายพระสังฆาธิการ)


นาฬิกาบอกวันเวลา
พยากรณ์อากาศ
สถิติผู้เข้าชมเว็บ
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้17
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้106
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้433
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว664
mod_vvisit_counterเดือนนี้1981
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว3177
mod_vvisit_counterผู้เข้าชมทั้งหมด477451

Online (20 minutes ago): 1
Your IP: 103.55.142.140
,
Now is: 2019-09-20 06:00
ราคาน้ำมัน