เรื่อง     วัดกับชุมชน ( โรงเรียนวัด )

                                                                                           นางสาวจินตนา  สว่างพลกรัง
                                                                                           นักวิชาการศาสนาปฏิบัติการ
                                                                                           สถาบันพระสังฆาธิการ

            ในสมัยโบราณนั้น วัด เปรียบเสมือนศูนย์กลางของชุมชน ตั้งแต่เกิดก็พาไปหาหลวงตาช่วยตั้งชื่อ  โตขึ้นมาก็เข้าเรียนหนังสือที่วัดไม่ก็บวชเรียน เป็นหนุ่มสาวจะแต่งงานก็ต้องให้พระท่านหา  ฤกษ์งามยามดี เมื่อเจ็บป่วยหรือก็สู้อุตส่าห์แบกสังขารมาให้พระคุณท่านประพรมน้ำพระพุทธมนต์ จนเมื่อถึงสิ้นชีพก็มาสวดมาเผาศพกันที่วัด รวมถึงการทำกิจกรรมทางสังคมและวัฒนธรรม เรียกได้ว่าผู้คนต่าง   นึกถึงวัดสำคัญเป็นลำดับแรกๆในการดำรงชีวิต

            อันเนื่องมาจากว่า ชาวพุทธในสมัยโบราณนั้น เคร่งครัดในการเป็นศาสนิกชนที่ดี เมื่อถึงเวลาก็เข้าวัด ฟังธรรมตามกาล จะทำอะไรที่สำคัญในชีวิตก็มักเข้าหารือกับพระเป็นเรื่องปกติ เพราะเห็นว่าพระเป็นที่พึ่งทั้งทางจิตใจและให้ความเคารพนับถือรวมถึงการส่งบุตรหลานไปอาศัยพึ่งบุญพระสงฆ์ในการอบรมบ่มนิสัย  ซึ่งเมื่อก่อนนั้นไม่ได้มีโรงเรียนหรือสถาบันให้เลือกเรียนดังเช่นทุกวันนี้ ใครอยากจะเรียน หรือพ่อแม่อยากให้ลูกได้มีการศึกษาก็จะให้ลูกบวชเรียนจนเป็นประเพณีตั้งแต่สมัยอยุธยาที่ลูกผู้ชายไทย จะต้องเข้าอุปสมบท ในบวรพุทธศาสนาเมื่ออายุครบบวช  หรืออายุครบ  20 ปีบริบูรณ์ เพื่อศึกษา      พระธรรมวินัยและปฏิบัติศาสนกิจเป็นระยะเวลาหนึ่งในระหว่างเข้าพรรษา สามเดือนเป็นอย่างน้อย ประเพณีการอุปสมบทกุลบุตรนี้เอง ที่ทำให้เกิดคำเรียกผู้ที่ลาสิกขาบทแล้ว ว่า "ทิด" หรือ "บัณฑิต"     (ทิด กร่อนมาจากคำว่า "บัณฑิต" นั่นเอง บัน-ทิต สมัยก่อนอ่านอย่างนี้ ตัดเอาเฉพาะคำหลังคือ "ฑิต") โดยมีพระภิกษุผู้เชี่ยวชาญทางหนังสือ และทางธรรมวินัยเป็นผู้สั่งสอน มีการเรียนหนังสือขอม เรียนบาลี ศึกษาพระธรรมวินัย  การศึกษาในวัด นอกจากนี้ในบางวัด ยังได้มีการสอนวิชาพิเศษนอกเหนือไปจากที่กล่าวมา เป็นการเพิ่มเติมตามความสามารถของพระภิกษุในวัดนั้น เช่น วิชาการต่อสู้ การใช้อาวุธ คาถาอาคม เป็นต้น

          ในปัจจุบัน โรงเรียนได้เกิดขึ้นมามากมาย ตามยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง ทั้งวิถีในการดำเนินชีวิต  เศรษฐกิจ และสังคม ทำให้ผู้คนห่างไกลจากวัดขึ้นเรื่อยๆ โรงเรียนวัดก็อยู่ข้างๆวัด ชื่อก็เป็นโรงเรียนวัด ก็จริง แต่ครูนั้นก็หาใช่พระสงฆ์แต่อย่างใด กิจกรรมร่วมกับวัดจึงน้อยลงไปตามลำดับ แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงคือ วัดก็ยังคงเป็นที่พึ่งทางจิตใจของชาวพุทธเช่นเดิมโดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ยังคงวิถีชีวิตเฉกเช่นที่เคยทำมาแต่เยาว์วัย วัดจะยังเป็นศูนย์รวมของชุมชนได้ดังเดิมหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับพุทธศาสนิกชนทุกคนจักช่วยกันทำนุบำรุงศาสนาและปลูกฝังให้ลูกหลานเจริญรอยตามบรรพบุรุษแต่ก่อนกาล

                                      ************************************************