ที่พักสงฆ์ สำนักสงฆ์ และวัด(๑๑)

                                                                                  นายอุดมศักดิ์ ชูโตชนะ
                                                                                  นักวิชาการศาสนาปฏิบัติการ
                                                                                  สถาบันพระสังฆาธิการ

          ตอนที่แล้วได้ยกคดีพิพาทระหว่างวัดกับชาวบ้าน ซึ่งชาวบ้านออกโฉนดที่ดินทับที่ธรณีสงฆ์ ซึ่งวัดสามารถพิสูจน์ให้ศาลทราบว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ธรณีสงฆ์ ศาลจึงได้มีคำพิพากษาว่าการออกโฉนดที่ดินไม่ชอบเป็นการออกทับที่ธรณีสงฆ์ ศาลมีอำนาจเพิกถอนโฉนดที่ดินที่พิพาทดังกล่าวได้ นอกจากนั้นยังมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๗๖๐/๒๕๔๕ เป็นคดีที่หน่วยงานของรัฐออกเอกสารสิทธิทับที่ธรณีสงฆ์ วัดจึงเป็นโจทก์ฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรมว่า ทางราชการได้ขออาศัยอาคารสถานที่ของโจทก์เปิดเป็นโรงเรียน จำเลยได้นำที่ดินธรณีสงฆ์ของโจทก์เนื้อที่ ๒๔ ไร่ดังกล่าวไปออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) ต่อมามีการยุบโรงเรียนแต่จำเลยไม่ยอมคืนที่ดินให้โจทก์ ขอให้พิพากษาว่าที่ดินเนื้อที่ ๒๔ ไร่ เป็นที่ธรณีสงฆ์ของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้อง ให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์  (น.ส. ๓ ก.)

          จำเลยให้การว่า โจทก์ได้อุทิศและมอบที่ดินดังกล่าวให้แก่โรงเรียนประชาบาลวัดคลองมะแพลบ เพื่อประโยชน์แก่การศึกษาแล้ว ทางราชการได้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) ในนามจำเลย เพื่อประโยชน์ของการศึกษาแห่งชาติ ที่ดินพิพาทก็โอนไปเป็นของสำนักงานคณะกรรมการประถมศึกษาแห่งชาติด้วย เป็นผลให้ที่ดินพิพาทตกเป็นที่ราชพัสดุ โจทก์ไม่เคยทวงถามเรียกร้องที่ดินพิพาทคืน และที่ดินพิพาทไม่สามารถทำประโยชน์ได้เพราะมีอาคารโรงเรียนตั้งอยู่ขอให้ยกฟ้อง

          ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เป็นที่ของวัดโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้อง ให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) ดังกล่าวเสีย

          จำเลยอุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

          โจทก์ฎีกา

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติได้ว่า ที่ดินพิพาทมีชื่อจำเลยเพื่อประโยชน์การศึกษาประชาบาลโรงเรียนประชาบาลวัดคลองมะแพลบเป็นผู้ครอบครองตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์     (น.ส. ๓ ก.) นายก๊ก แก้วแสง กับนางสร้อย แก้วแสง ได้ยกที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้โจทก์เพื่อสร้างวัดจึงได้มีการก่อสร้างวัดคลองมะแพลบในที่ดินดังกล่าว เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๘ ต่อมาปี พ.ศ. ๒๔๘๔ ได้จัดตั้งโรงเรียนโดยอาศัยศาลาวัดเป็นอาคารเรียน ปี ๒๔๙๖ วัดได้รื้อกุฏิไปอยู่ที่อื่น ส่วนโรงเรียนยังอยู่ที่เดิม ต่อมาโรงเรียนได้โอนมาสังกัดจำเลย ได้มีการรื้อศาลาวัดซึ่งใช้เป็นอาคารเรียนและปลูกสร้างอาคารเรียนขึ้นใหม่ปี ๒๕๒๓ ต่อมาปี ๒๕๓๗ โรงเรียนถูกยุบเพราะเหตุไม่มีนักเรียน

          ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่า วัดได้อุทิศที่ดินพิพาทให้เป็นของจำเลยแล้วหรือไม่ พยานโจทก์เบิกความว่า หลังจากได้ตั้งวัดขึ้นในปี ๒๔๘๔ มีการตั้งโรงเรียนขึ้นโดยยืมศาลาวัดสร้างเป็นโรงเรียน อาศัยศาลาวัดอยู่ ๑๐ ปี จึงได้สร้างอาคารเรียนในที่ดินวัดโดยชาวบ้านยินยอมให้สร้าง วัดก็อนุญาตกรรมการวัดและมัคนายกก็เห็นชอบด้วย  ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์แก่บุตรหลานของชาวบ้านใกล้เคียงที่จะได้ศึกษาเล่าเรียนเป็นการที่ศาสนาเกื้อหนุนประชาชนในท้องที่ให้ได้รับการศึกษาเล่าเรียน แม้ต่อมาปี ๒๔๙๖ วัดจะย้ายออกไปจากที่ตั้งเดิมไปตั้งยังที่ตั้งใหม่ ก็ไม่ถือว่าวัดได้สละที่ดินพิพาทเพื่อประโยชน์แก่การศึกษาเล่าเรียน แต่ยังคงถือว่าวัดให้โรงเรียนใช้ที่ดินเพื่อประโยชน์แก่การศึกษาเท่านั้น การที่วัดยอมให้ทางราชการใช้ที่ดินพิพาทเป็นโรงเรียนตลอดมาตั้งแต่       ปี ๒๔๘๗ จนกระทั่งโรงเรียนถูกยุบไปในปี ๒๕๓๗ หาใช่เป็นการยกที่ดินพิพาทให้จำเลยไม่ ที่ดินพิพาทมี       ผู้ยกให้เพื่อสร้างวัด ต่อมามีการสร้างวัดขึ้นในที่พิพาทตามเจตนาของผู้ยกให้ ที่ดินพิพาทจึงเป็นที่วัดและ       ที่ธรณีสงฆ์ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๔๘๔ มาตรา ๔๐(๑) และ (๒) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะนั้น ซึ่งที่วัดและที่ธรณีสงฆ์ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๔๘๔ มาตรา ๔๑ และตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ มาตรา ๓๔ จะโอนกรรมสิทธิ์ได้ก็แต่โดยพระราชบัญญัติเท่านั้น การที่มีผู้นำที่ดินพิพาทไปออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เป็นชื่อของจำเลยและต่อมาได้ถูกเปลี่ยนแปลงขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุ ด้วยที่อ้างว่าเป็นทรัพย์สินของสำนักงานคณะกรรมการ              การประถมศึกษาแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ จึงเป็นการไม่ชอบ ที่ดินพิพาทยังคงสภาพเป็นที่วัดและ       ที่ธรณีสงฆ์ของวัดโจทก์อยู่เช่นเดิม ฟังไม่ได้ว่าวัดโจทก์ได้อุทิศที่ดินพิพาทให้เป็นของจำเลย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

          พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

          คำพิพากษาศาลฎีกาข้างต้นจึงเห็นได้ว่าที่วัด ที่ธรณีสงฆ์นั้นแม้หากมีการออกเอกสารสิทธิ และขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุ ก็สามารถเพิกถอนได้หากออกทับที่วัดหรือที่ธรณีสงฆ์