หน้าที่เจ้าอาวาสในการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติ

                                                                                              โดย นายอุดมศักดิ์ ชูโตชนะ
                                                                                               นักวิชาการศาสนาปฏิบัติการ
                                                                                        สถาบันพระสังฆาธิการ

           การดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด เป็นอำนาจหน้าที่ของเจ้าอาวาส ที่จะบำรุงรักษา และจัดการศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไปด้วยดี ศาสนสมบัติ คือ ทรัพย์สินของพระศาสนา ซึ่งประกอบด้วยสังหาริมทรัพย์(เงิน, พระพุทธรูป, รถยนต์, โต๊ะ, ตู้, เก้าอี้, ชุดโต๊ะหมู่บูชา,ฯลฯ)และอสังหาริมทรัพย์(ที่ดิน, อาคาร)  มาตรา ๔๐ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕กำหนดให้ ศาสนสมบัติแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ
๑)      ศาสนสมบัติกลาง ได้แก่ ทรัพย์สินของพระศาสนาซึ่งมิใช่ของวัดวัดหนึ่ง
๒)      ศาสนสมบัติของวัด ได้แก่ ทรัพย์สินของวัดใดวัดหนึ่ง
การดูและจัดการศาสนสมบัตินั้นเจ้าอาวาสต้องดำเนินการตามวิธีการที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงฉบับที่ ๒ ( พ.ศ. ๒๕๑๑) ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ กล่าวคือ
๑.      เมื่อวัดได้ทรัพย์สินมาเป็นศาสนสมบัติของวัด ให้ลงทะเบียนทรัพย์สินของวัดไว้เป็นหลักฐาน และเมื่อต้องจำหน่ายทรัพย์สินนั้นไม่ว่าด้วยเหตุใด ให้จำหน่ายออกจากทะเบียนนั้น โดยระบุเหตุแห่งการจำหน่ายไว้ด้วย
๒.      การได้มาซึ่งที่ดินหรือสิทธิอันเกี่ยวกับที่ดิน เมื่อได้จดทะเบียนการได้มาตามกฎหมายแล้ว วัดในกรุงเทพฯ ให้ส่งหลักฐานไปเก็บไว้ที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ต่างจังหวัดให้เก็บที่สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด
๓.      การให้เช่าที่ธรณีสงฆ์ ที่กัลปนาหรือที่วัดที่กันเป็นที่จัดประโยชน์ที่มีกำหนดระยะเวลาการเช่าเกิน ๓ ปี จะกระทำได้เมื่อได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
๔.      การเก็บรักษาเงินวัดในส่วนที่เกิน ๓,๐๐๐ บาทให้เก็บที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จัดหวัด อำเภอ หรือธนาคาร โดยให้ฝากในนามวัด
๕.      ให้เจ้าอาวาสตรวจตราดูแลบัญชีรับจ่ายเงินวัด ซึ่งไวยาวัจกรหรือผู้จัดประโยชน์ของวัดซึ่ง  เจ้าอาวาสแต่งตั้งได้ทำบัญชีรับจ่ายเงินวัด
๖.      ในกรณีที่วัด หรือเจ้าอาวาส หรือไวยาวัจกร ถูกฟ้องในเรื่องการจัดการศาสนสมบัติให้แจ้งให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดทราบไม่ช้ากว่า ๕ วัน
      ซึ่งทั้ง ๖ ข้อเป็นวิธีการปฏิบัติในการจัดการและดูแลศาสนสมบัติของวัด เพื่อเป็นการควบคุมดูแลศาสนสมบัติของวัด และป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อวัด โดยเฉพาะเรื่องเงิน และของมีค่าอื่นๆ สำหรับที่ดินนั้นการเก็บรักษาเอกสารสิทธิ์ต่างๆของวัดไม่ว่าจะเป็นโฉนดที่ดิน น.ส. ๓ ก.ให้เก็บที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติหรือสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด เพราะป้องกันไม่ให้หนังสือสำคัญเหล่านี้สูญหาย เก็บไว้ที่วัดอาจเกิดการสูญหายเนื่องจากไม่มีที่เก็บที่ปลอดภัยหรือถ้ามีการเปลี่ยนเจ้าอาวาสหรือเจ้าอาวาสมรณภาพเอกสารสำคัญก็อาจจะสูญหายไปด้วย ส่วนการจัดหาประโยชน์จากที่ดินวัด ที่ธรณีสงฆ์นั้นก็ให้เจ้าอาวาสตั้งไวยาวัจกร ทำหน้าที่ดูแลผลประโยชน์ส่วนได้เสียของวัดและพระศาสนาแทนเจ้าอาวาสเนื่องจากการจัดหาประโยชน์จากที่ดินเป็นเรื่องทางธุรกิจ หากเจ้าอาวาสเข้าจัดการเองจึงเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม   โดยไวยาวัจกรต้องจัดทำทะเบียนทรัพย์สินที่ให้เช่า ทะเบียนผู้เช่า ให้ถูกต้อง หากให้เช่าที่ดินเกิน ๓ ปี ต้องได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติก่อนทำสัญญาเช่า และเมื่อวัด เจ้าอาวาสหรือไวยาวัจกร หรือผู้จัดประโยชน์ถูกฟ้องเป็นจำเลย ก็ให้แจ้งต่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อจะได้ให้คำปรึกษาหรือช่วยเหลือทางคดี แต่หากวัดจะเป็นโจทก์ฟ้องบุคคลภายนอกเพื่อรักษาสิทธิของวัดก็เป็นอำนาจของวัดโดยเจ้าอาวาสจะมอบหมายให้ไวยาวัจกรฟ้องคดีได้ ซึ่งครั้งต่อไปจะได้นำกรณีศึกษาที่วัดเป็นโจทก์ฟ้องบุคคลภายนอกเพื่อรักษาผลประโยชน์ของวัด