บทบาทเจ้าอาวาสในฐานะเจ้าพนักงานตามกฎหมาย
เรื่องอำนาจสั่งให้บรรพชิตซึ่งไม่อยู่ในโอวาทเจ้าอาวาสออกไปเสียจากวัด

                                                                                      นายอุดมศักดิ์ ชูโตชนะ
                                                                                      นักวิชาการศาสนาปฏิบัติการ
                                                                                      สถาบันพระสังฆาธิการ
              เจ้าอาวาสมีอำนาจสั่งให้บรรพชิตซึ่งไม่อยู่ในโอวาทเจ้าอาวาสออกไปเสียจากวัดได้ตาม มาตรา ๓๘ (๒) แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ( ฉบับที่ ๒ ) พ.ศ. ๒๕๓๕ เหตุที่กฎหมายให้อำนาจเจ้าอาวาสไว้เพราะว่า เจ้าอาวาสมีหน้าที่ปกครองให้พระภิกษุสามเณรภายในวัดปฏิบัติตามพระธรรมวินัย กฎมหาเถรสมาคม ข้อบังคับ ระเบียบหรือคำสั่งของมหาเถรสมาคม และเพื่อให้การปกครองเป็นไปโดยเรียบร้อยและเกิดความสงบสุขภายในวัด ดังนั้นหากพระภิกษุรูปหนึ่งรูปใดไม่อยู่ในโอวาทเจ้าอาวาสแล้วเจ้าอาวาสย่อมมีอำนาจให้พระภิกษุรูปนั้นออกไปเสียจากวัดได้ ดังคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๐๙๖/๒๕๑๓ พระภิกษุแดง เป็นโจทก์ฟ้องพระอธิการขาว ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสต่อศาลยุติธรรมว่า จำเลยเป็นเจ้าอาวาสและเจ้าพนักงานตามกฎหมาย จำเลยได้มีคำสั่งแต่งตั้งกรรมการสอบสวนอธิกรณ์ระหว่างพระภิกษุวัดอินทรผู้กล่าวหา โจทก์เป็นผู้ต้องหาในข้อหาว่าโจทก์ต้องปฐมปราชิกแห่งพระวินัย จำเลยเป็นกรรมการ โดยจำเลยนำพระภิกษุสามเณรผู้กล่าวหามาให้กรรมการสอบสวนซักถามพร้อมๆ กัน ยอมให้ตอบแทนกัน ปรึกษากันก่อนตอบ ทั้งไม่เรียกโจทก์ไปร่วมสอบสวนซักค้านของกรรมการ ทำให้โจทก์เสียหาย ต่อมาจำเลยได้มีคำสั่งให้โจทก์ออกจากวัดภายใน ๑๕ วัน โดยที่มิได้ดำเนินการสอบสวนคำกล่าวหาให้ถึงที่สุดจึงเป็นการปฏิบัติและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฏหมายอาญา พ.ศ. ๒๕๐๒ มาตรา ๗,๑๓ และพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ มาตรา ๔๕
              ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดอาญา คดีของโจทก์ไม่มีมูล
             พิพากษายกฟ้อง
             โจทก์อุทธรณ์
             ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
             โจทก์ฏีกา
             ศาลฏีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยทำการสอบสวนผู้กล่าวหารวมกันต่อหน้ากัน ตอบแทนกันนั้น แม้จะเป็นการปฏิบัติไม่ถูกต้องด้วยพระวินัยดังที่โจทก์กล่าวอ้างจริง ก็เป็นเรื่องทำผิดระเบียบการสอบสวนเท่านั้น หาเป็นความผิดทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ ไม่ อนึ่งที่โจทก์ฏีกาว่า การสอบสวนไม่ปรากฏว่ามีพระภิกษุสามเณรรูปใดที่รู้เห็นจริงดังที่โจทก์ถูกกล่าวหา จำเลยจึงมีหน้าที่ดำเนินการตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ มาตรา ๓๗ (๒)  แต่จำเลยละเว้นไม่ปฏิบัติกลับใช้อำนาจตามมาตรา ๓๘ สั่งให้โจทก์ออกจากวัดเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เป็นผิดทางอาญานั้น ศาลฏีกาเห็นว่า แม้จำเลยจะมิได้มีคำสั่งในเรื่องโจทก์ถูกกล่าวหาโดยตรงเพราะการสอบสวนไม่ได้ความชัดลงไปว่า โจทก์ได้กระทำผิดดังข้อกล่าวหาหรือไม่ก็ตาม จำเลยก็มีอำนาจสั่งให้โจทก์ออกจากวัดได้ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ มาตรา ๓๘ และการกระทำของจำเลยก็เพื่อให้มีความสงบสุขในวัด หาใช่เพื่อกลั่นแกล้งโจทก์ไม่ จำเลยจึงไม่มีความผิดตามฟ้อง
           
พิพากษายืน
            ตามคำพิพากษานี้จึงเห็นได้ว่าเจ้าอาวาสย่อมมีอำนาจใช้ดุลพินิจในการสั่งให้พระภิกษุภายในวัดออกจากวัดได้ หากเห็นว่าพระภิกษุรูปนั้นไม่อยู่ในโอวาท ซึ่งหมายความรวมถึงการขัดคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายของเจ้าอาวาส หรือละเลยการปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมายโดยไม่มีเหตุอันควร อย่างนี้ก็เป็นเหตุที่เจ้าอาวาสสามารถใช้อำนาจให้พระภิกษุรูปนั้นออกไปจากวัดได้ ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๓๘ (๒)