ความผิดฐานทำลายเอกสารที่เจ้าอาวาสในฐานะเจ้าพนักงานกระทำตามหน้าที่ปิดหรือแสดงไว้

                                                                                                   นายอุดมศักดิ์ ชูโตชนะ
                                                                                                   นักวิชาการศาสนาปฏิบัติการ
                                                                                                   สถาบันพระสังฆาธิการ

          เจ้าอาวาสนอกจากการเป็นผู้แทนวัดซึ่งเป็นนิติบุคคล อีกฐานะหนึ่งยังเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ตามมาตรา ๔๕ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๓๕ ให้ถือว่าพระภิกษุซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในการปกครองคณะสงฆ์และไวยาวัจกรเป็นเจ้าพนักงานในประมวลกฎหมายอาญา ดังนั้นหากมีผู้หนึ่งผู้ใดกระทำด้วยประการใดๆ ให้ประกาศ ภาพโฆษณา หรือเอกสารที่เจ้าอาวาสซึ่งเป็นเจ้าพนักงานผู้กระทำตามหน้าที่ปิดหรือแสดงไว้ หรือสั่งให้ปิด หรือแสดงไว้ หลุด ฉีกหรือไร้ประโยชน์ ผู้นั้นมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๖๙ มีโทษปรับไม่เกิน ๕๐๐ บาท  ซึ่งถือเป็นความผิดลหุโทษ นั้นต้องทำความเข้าใจกับท่านเจ้าอาวาสและผู้สนใจทั้งหลายว่า ประมวลกฎหมายอาญาที่ใช้ในปัจจุบันนี้ประกาศใช้มาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๙ โทษปรับ ๕๐๐ บาทในสมัยนั้นก็ถือว่าแพงมาก เพราะทองคำราคาบาททองคำละ ๔๐๐ บาท ผู้กระทำความผิดลหุโทษก็ถือว่าโทษปรับเป็นเงินมากซึ่งทำให้คนเกรงกลัวกฎหมาย แต่ในปัจจุบันโทษปรับ ๕๐๐ บาทถือว่าเป็นเงินไม่มาก ทำให้ไม่เกิดความเกรงกลัวต่อกฎหมาย  เรื่องราวที่จะยกเป็นอุทาหรณ์นี้เป็น          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๔๔๒/๒๕๓๗ คดีนี้เจ้าอาวาสคือพระอธิการเล็ก ซึ่งเป็นผู้เสียหายได้แจ้งความร้องทุกข์ ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับพระ ส. ฐานทำลายเอกสารซึ่งเจ้าพนักงานปิดหรือแสดงไว้ พนักงานสอบสวนก็สอบสวนและเห็นว่าพระ ส. ทำความผิดจริงจึงเสนอพนักงานอัยการสั่งฟ้องจำเลยต่อศาลว่า ผู้เสียหายคือ พระอธิการเล็ก นั้นเป็นเจ้าอาวาสและเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายได้ออกคำสั่งเป็นหนังสือไปปิดไว้ที่กุฎิพระครู ว. ซึ่งไม่อยู่ในโอวาทของเจ้าอาวาสให้ทราบคำสั่งและออกไปจากวัด จำเลยได้แกะฉีกหนังสือดังกล่าวทิ้งอันเป็นการทำลายเอกสารซึ่งเจ้าพนักงานปิดแสดงไว้ หลุด ฉีก เสียหาย และไร้ประโยชน์ ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา ๓๖๙ พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ มาตรา ๓๗, ๓๘

          จำเลยให้การปฏิเสธ

          ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๙ ให้ปรับ ๕๐๐ บาท

          จำเลยอุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

          จำเลยฎีกา

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า คำว่า “เอกสาร”ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๖๙ จะต้องหมายถึงเอกสารที่ปิดหรือแสดงไว้ในลักษณะเช่นเดียวกับประกาศหรือภาพโฆษณาต่อประชาชนหรือไม่ และโจทก์บรรยายฟ้องขาดองค์ประกอบความผิดของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๙ หรือไม่ เห็นว่าบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๙ มิได้บัญญัติว่าการกระทำผิดตามมาตรานี้ต้องกระทำแก่ประกาศภาพโฆษณาหรือเอกสารใดที่ปิดหรือแสดงหรือโฆษณาต่อประชาชน ดังนั้นแม้คำสั่งของพระอธิการเล็กเจ้าอาวาสซึ่งเป็นเจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่ได้ออกคำสั่งเฉพาะแก่พระครู ว. เพียงรูปเดียวดังที่จำเลยอ้างมาในฎีกาคำสั่งที่ออกเป็นเอกสารนั้นก็ได้มีการปิดหรือแสดงไว้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๓๖๙ แล้ว และฟ้องโจทก์ได้บรรยายว่า เมื่อวันที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๓๕ เวลากลางวัน พระอธิการเล็ก ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าอาวาส เป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายได้ออกคำสั่งเป็นหนังสือโดยนำหนังสือคำสั่งไปปิดและแสดงไว้ที่กุฎิพระครู ว. เพื่อให้พระครู ว. ซึ่งไม่อยู่ในโอวาทของเจ้าอาวาสผู้เสียหาย ได้รับทราบคำสั่งและออกไปจากวัดภายใน ๗ วัน อันเป็นการกระทำตามหน้าที่ จำเลยได้บังอาจแกะ ฉีกหนังสือคำสั่งดังกล่าวอันเป็นการทำลายเอกสารซึ่งเจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่ปิดแสดงไว้ หลุด ฉีก เสียหายไร้ประโยชน์ ดังนี้เป็นการบรรยายฟ้องที่ครบองค์ประกอบของความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๖๙ แล้วเพราะได้บรรยาถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิดข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้นๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวขัองด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี  ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น”

          พิพากษายืน

          จำเลยจึงต้องเสียค่าปรับเป็นเงินจำนวน ๕๐๐ บาท คิดเป็นเงินไม่มาก แต่ไม่คุ้มกับเวลาและค่าใช้จ่ายในการมาขึ้นศาลตั้งแต่ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฏีกา และเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำตามที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้แล้ว ก็พอจะเป็นอุทาหรณ์และเป็นแนวทางในปฏิบัติงานของพระสังฆาธิการระดับเจ้าอาวาสได้ตามสมควร