เรื่อง พยานหลักฐาน

                                                                                               นายอุดมศักดิ์ ชูโตชนะ
                                                                                               นักวิชาการศาสนาปฏิบัติการ
                                                                                               สถาบันพระสังฆาธิการ

                เมื่อวัดหรือบุคคลมีข้อพิพาทที่จะต้องนำคดีไปฟ้องกับศาลยุติธรรม ในการตัดสินคดีนั้น ในชั้นต้นต้องใช้ข้อเท็จจริงตัดสินเสียก่อนว่า ผู้ต้องหาหรือหรือจำเลยได้กระทำดังข้อกล่าวหาหรือไม่นี้เป็นคดีอาญา ถ้าเป็นคดีแพ่งทั่วไปก็ต้องดูว่าการกระทำของจำเลยกระทบต่อสิทธิของโจทก์หรือละเมิดโจทก์จริงหรือไม่ ถ้าได้ความว่ากระทำจริง จึงจะใช้ข้อกฎหมายตัดสินเป็นขั้นที่สองต่อไปได้ว่า การกระทำของจำเลยจะเป็นความผิดตามกฎหมายหรือไม่ หรือกระทบกระเทือนต่อสิทธิของโจทก์หรือละเมิดโจทก์หรือไม่ ถ้าฟังไม่ได้ว่าการกระทำของจำเลยไม่ได้กระทำดังกล่าวหาก็ต้องตัดสินยกฟ้องโดยไม่ต้องพิจารณาข้อกฎหมายต่อไป ดังนั้นการนำสืบข้อเท็จจริงจึงมีความสำคัญมากกว่าข้อกฎหมาย การนำสืบข้อเท็จจริงนั้นเป็นหน้าที่ของโจทก์และจำเลยที่จะต้องนำสืบพยานให้ศาลพิจารณา การนำสืบข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๒๒๖ บัญญัติว่า พยานวัตถุ พยานเอกสาร หรือพยานบุคคลซึ่งน่าจะพิสูจน์ได้ว่าจำเลยมีผิดหรือบริสุทธิ์ ให้อ้างเป็นพยานหลักฐานได้.... และในมาตรา ๒๒๗ บัญญัติให้ศาลใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวง อย่าพิพากษาลงโทษจนกว่าจะแน่ใจว่ามีการกระทำผิดจริงและจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดนั้น นี่เป็นหลักในการพิจารณาคดีอาญา แต่ในคดีแพ่งเช่นพิพาทกันเรื่องที่ดิน เรื่องทรัพย์สิน หรือสิทธิต่างๆนั้นการพิจารณาก็ให้อ้างพยานเอกสาร พยานบุคคล พยานวัตถุเหมือนในคดีอาญา แต่หลักการพิจารณาของศาลนั้นตามประมวล วิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๑๐๔ ให้ศาลมีอำนาจเต็มที่ในอันที่จะวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานที่คู่ความนำมาสืบนั้นจะเกี่ยวกับประเด็นและเป็นอันเพียงพอให้เชื่อฟังเป็นยุติได้หรือไม่ แล้วพิพากษาคดีไปตามนั้น ซึ่งศาลจะต้องวินิจฉัยโดยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของแต่ละฝ่ายว่าฝ่ายใดมีเหตุผลและมีความน่าเชื่อถือดีว่าก็ตัดสินให้ฝ่ายนั้นเป็นฝ่ายชนะคดีไปอย่างนี้เป็นต้น

          วัดหรือเจ้าอาวาส หรือบุคคลทั่วไปก็ตามเมื่อได้รับเอกสารสิทธิต่างๆที่ทางราชการออกให้เช่นโฉนดที่ดินวัด เอกสารตราตั้งเจ้าอาวาส ตั้งไวยาวัจกร หรือใบประกาศตั้งวัด หรือใบเสร็จต่างๆ สัญญาที่ทำไว้กับหน่วยงานหรือบุคคลนั้นจะต้องมีการเก็บรักษาที่ดี ปลอดภัยจากภยันตรายต่างๆ เพื่อว่าเวลามีปัญหาเกิดขึ้นจะได้ใช้อ้างอิงหรือยันกับคู่กรณีได้ รวมถึงการนำไปเป็นพยานในศาลยุติธรรมหรือฝ่ายปกครองได้ มีคดีอุทาหรณ์ที่วัดพิพาทกับชาวบ้านเรื่องที่ธรณีสงฆ์ ดังคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๖๒/๒๔๙๗ คดีนี้วัดดาวเรืองเป็นโจทก์ฟ้องนายบุญเป็นจำเลยต่อศาลยุติธรรมว่า ที่นาไม่มีโฉนดเนื้อที่ประมาณ ๒ ไร่เศษ ตำบลดาวเรือง อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี เป็นที่ธรณีสงฆ์ของวัดดาวเรืองโจทก์ จำเลยได้ละเมิดบุกรุกเข้าทำนาในที่ดินของโจทก์ และได้ขอให้เจ้าพนักงานหอทะเบียนที่ดินจังหวัดสระบุรีรังวัดที่ของโจทก์กับที่ซึ่งจำเลยซื้อจากนายเบิ้มรวม    ๙ ไร่เศษ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสระบุรีได้ออกโฉนดที่ ๕๑๔๐ ให้แก่จำเลย ขอให้ศาลสั่งแสดงว่าที่ดินตามฟ้องเป็นที่ธรณีสงฆ์ของวัดดาวเรืองโจทก์และให้เพิกถอนโฉนดที่ ๕๑๔๐ เฉพาะที่ทับที่ของโจทก์ ๒ ไร่เศษเสียและขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่พิพาท

          จำเลยต่อสู้หลายประการและต่อสู้ว่าที่พิพาทไม่ใช่ที่ธรณีสงฆ์เป็นที่ของนางคำๆยกกรรมสิทธิ์ให้จำเลยครอบครองทำกินมาจนบัดนี้ให้ยกฟ้องโจทก์

          ศาลชั้นต้นเห็นว่าข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่พิพาทว่าเป็นธรณีสงฆ์หรือไม่นั้น โจทก์สืบไม่สม นำสืบคลุมๆว่าที่พิพาทเป็นที่ธรณีสงฆ์ โดยมีพยานบอกเล่าเพียงแต่มีคำคัดค้านของศึกษาธิการจังหวัดในตอนออกโฉนดนี้ ไม่พอฟังเป็นพยานหลักฐานว่าที่พิพาทเป็นที่ธรณีสงฆ์ ส่วนพยานฝ่ายจำเลยฟังได้ว่าจำเลยครอบครองมาอย่างเป็นเจ้าของกว่า ๑๐ ปี ย่อมได้กรรมสิทธิ์ตามกฎหมาย ยกฟ้องโจทก์

          โจทก์อุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์เห็นว่า เบื้องต้นควรวางหลักเสียก่อนว่าที่ธรณีสงฆ์ถึงแม้ผู้ใดจะครอบครองมาช้านานเพียงใดก็ไม่ได้สิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในการสืบข้อเท็จจริงว่าเป็นที่ธรณีสงฆ์หรือไม่ต้องอาศัยคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ที่พอเชื่อถือได้ประกอบกับพฤติการณ์แวดล้อมเป็นสำคัญ ถึงโจทก์สืบไม่ได้ความชัดว่าโจทก์ได้ที่พิพาทมาอย่างไร เพียงแต่นำสืบว่าเป็นที่ของวัดก็เพียงพอแล้วตามนัยแห่งคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๙๘๔/๒๔๗๔ ระหว่างพระยาเพ็ชร์พิสัยศรีสวัสดิ์ โจทก์ กับนายกบ นางเฮือนจำเลย กลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นไล่จำเลยออกจากที่พิพาท เพิกถอนโฉนดที่ ๕๑๔๐ เฉพาะตอนที่ทับที่พิพาท

          จำเลยฎีกา

          ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ในข้อกฎหมายในเบื้องต้นว่าที่ธรณีสงฆ์นั้นถึงแม้ผู้ใดจะครอบครองมาช้านานเพียงใดก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครอง ทั้งนี้ก็เพราะมีตัวบทกฎหมายบัญญัติไว้เป็นแนวเดียวกันตามนัยที่ว่านี้มาแต่เดิม คือพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑ มาตรา ๗ ความว่า “ที่วัดก็ดีที่ธรณีสงฆ์ก็ดี เป็นสมบัติสำหรับทางศาสนา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวผู้เป็นอัครศาสนูปถัมภก ทรงปกครองรักษาโดยพระบรมราชานุภาพ ผู้ใดผู้หนึ่งจะโอนกรรมสิทธิ์ที่นั้นไปไม่ได้ ”แม้กฎหมายมาตรานี้จะได้ถูกแก้ไขโดยพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. ๒๔๗๗ ให้มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่วัดหรือที่ธรณีสงฆ์ได้โดยอำนาจแห่งกฎหมายเฉพาะ และแม้พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๔๘๔ ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันจะมีความในมาตรา ๔๑ ว่า “ที่วัดและที่ธรณีสงฆ์จะโอนกรรมสิทธิ์ได้แต่โดยพระราชบัญญัติ” หลักการในเรื่องสิทธิของบุคคลเกี่ยวกับที่วัดก็คงเป็นไปเช่นเดิมคือบุคคลจะอ้างเอาที่วัดหรือที่ธรณีสงฆ์เป็นกรรมสิทธิ์ของตนโดยอาศัยอำนาจปกครองหรือครอบครองปรปักษ์หรือโดยอาศัยอายุความไม่ได้ ทั้งนี้เป็นคนละเรื่องกับปัญหาข้อเท็จจริงที่ว่า ที่แปลงหนึ่งๆเป็นที่วัดหรือที่ธรณีสงฆ์หรือมิใช่ คดีนี้พิพาทกันในปัญหาข้อเท็จจริงคือโจทก์ว่าที่พิพาทเป็นที่ธรณีสงฆ์ การที่จำเลยไปขอรังวัดออกโฉนดทับที่พิพาทนั้จึงเป็นการไม่ชอบ จำเลยว่าที่พิพาทไม่ใช่ที่ธรณีสงฆ์

          ศาลฎีกาเห็นว่าข้อนำสืบของโจทก์เลื่อนลอย ฟังไม่ได้ว่าที่พิพาทเป็นที่ธรณีสงฆ์ ณ เวลาใดๆ จำเลยสืบได้ชัดว่าเป็นที่ของนางคำแม่ยายจำเลยและพวกจำเลยได้ปกครองติดต่อกันมาเป็นเวลาหลายสิบปี โดยมิได้เสียค่าเช่าให้แก่ผู้ใด จำเลยจึงมีสิทธิครอบครองดีกว่าบุคคลอื่น เมื่อจำเลยไปร้องขอให้เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนด เจ้าพนักงานได้ไต่สวนแล้วได้ความว่าเป็นที่ว่างเปล่าแม้ศึกษาธิการจังหวัดจะคัดค้านแทนวัดดาวเรือง เจ้าพนักงานที่ดินก็เห็นว่าหลักฐานทางวัดสู้ทางจำเลยไม่ได้ เจ้าพนักงานที่ดินจึงได้ออกโฉนดสำหรับที่รายพิพาทให้จำเลยรวมไปกับที่ดินซึ่งจำเลยซื้อจากนายเบิ้ม คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๙๘๔/๒๔๗๔ ที่ศาลอุทธรณ์ยกขึ้นอ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ คดีนั้นศาลเชื่อว่าที่ที่พิพาทกันเป็นที่ธรณีสงฆ์มาแต่เดิม คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าที่รายพิพาทเป็นที่ธรณีสงฆ์ พิพากษากลับคำพิพากษาศาบอุทธรณ์ยืนตามศาลชั้นต้น

          ก็เป็นอุทาหรณ์ให้แง่คิดในหลายประเด็น แม้แต่การเขียนคำพิพากษาของศาลฎีกาในเบื้องต้นก็ยังย้ำถึงว่าที่ธรณีสงฆ์ได้รับการคุ้มครองจากองค์พระมหากษัตริย์ไทย และได้เปลี่ยนแปลงแก้ไขกฎหมายคณะสงฆ์ในภายหลังก็ยังคงให้ที่วัด ที่ธรณีสงฆ์ได้รับการคุ้มครอง ห้ามผู้ใดเข้ายึดถือครอบครอง และอ้างกรรมสิทธิ์เว้นแต่จะออกเป็นพระราชบัญญัติ สำหรับผลแพ้ชนะในคดีความนั้นทั้งสองฝ่ายต่างก็หวังว่าตนจะชนะและได้ประโยชน์ซึ่งก็ต้องนำสืบพยานหลักฐานให้ศาลเชื่อถือตามที่ฝ่ายตนกล่าวอ้างมีหลายคดีที่ศาลฎีกาพิพากษาขับไล่ผู้บุกรุกที่ธรณีสงฆ์เพราะทางวัดมีพยานหลักฐานทั้งพยานเอกสาร และพยานบุคคลมายืนยันว่าที่พิพาทเป็น ที่ธรณีสงฆ์อย่างเช่นกรณีวัดพระพุทธบาทสระบุรีเป็นต้นซึ่งผู้เขียนได้นำลงเผยแพร่ไปก่อนหน้าแล้ว