เรื่อง ทรัพย์สินของพระ

                                                                                              โดย นายอุดมศักดิ์ ชูโตชนะ
                                                                                                นักวิชาการศาสนาปฏิบัติการ
                                                                                       สถาบันพระสังฆาธิการ

                ประมวลกฎหมายแพ่งมาตรา ๑๖๒๓ บัญญัติว่า ทรัพย์สินของพระภิกษุที่ได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศนั้น เมื่อพระภิกษุนั้นถึงแก่มรณภาพ ให้ตกเป็นสมบัติของวัดที่เป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุนั้น เว้นไว้แต่พระภิกษุนั้นจะได้จำหน่ายไปในระหว่างชีวิตหรือโดยพินัยกรรม และมาตรา ๑๖๒๔ บัญญัติว่า ทรัพย์สินใดเป็นของบุคคลก่อนอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ทรัพย์สินนั้นหาตกเป็นสมบัติของวัดไม่ และให้เป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมของบุคคลนั้น หรือบุคคลนั้นจะจำหน่ายโดยประการใดตามกฎหมายก็ได้ กฎหมายทั้งสองมาตรานี้อ่านดูก็ชัดเจนอยู่แล้วครับไม่เห็นจะมีปัญหาแต่อย่างใด แต่ที่มีปัญหาแล้วต้องให้ศาลพิจารณามีข้อที่เป็นประเด็นก็คือ ที่ดิน หรือมรดก ที่ได้มาก่อนบวชแล้วมาใส่ชื่อของตนเป็นเจ้าของในระหว่างที่บวชเป็นพระ  ดังคำพิพากษาฎีกาที่ ๒๗๓-๒๗๔ /๒๔๗๕ ได้วินิจฉัยได้ความว่า ที่รายพิพาทนี้เป็นของบิดามารดาของพระภิกษุสี ก่อนพระภิกษุสีบวชมารดาตาย พระภิกษุสีก็ได้ปกครองเป็นเจ้าของแต่ผู้เดียว บิดาไม่ได้เกี่ยวข้องกับมฤดกนี้เลย ภายหลังพระภิกษุสีและบิดาไปบวช บิดาตายระวางบวช เมื่อเจ้าพนักงานมารังวัดเพื่อออกโฉนด พระภิกษุสีขอรับโฉนดใส่ชื่อตนเป็นเจ้าของต่อมาพระภิกษุสีตาย กรมพระคลังฟ้องนายแจ่มว่า ที่พิพาทเป็นของวัด ห้ามไม่ให้นางแจ่มเกี่ยวข้อง ฝ่ายนายปลีกก็ฟ้องนางเล่มแลกรมพระคลังว่าตนเป็นหลานสืบสายโลหิตของพระภิกษุสีขอรับมฤดก

          ศาลฏีกาเห็นว่า ทรัพย์ของพระภิกษุที่จะตกแก่อารามนั้นตามมฤดกบทที่ ๓๖ จะต้องเป็นทรัพย์ที่พระได้มาระวางบวช แต่มฤดกนี้เป็นของพระภิกษุสีก่อนบวช แม้จะใส่ชื่อในโฉนดเมื่อบวชแล้วก็ไม่ทำให้ที่รายนี้กลายเป็นทรัพย์ที่ได้มาระวางบวช วัดไม่มีสิทธิจะเกี่ยวข้องกับที่รายพิพาทนี้และนายปลีกเป็นหลานสืบสายโลหิตของพระภิกษุสี ส่วนนางแจ่ม นายศุขนั้นเป็นแต่เพียงลูกพี่ลูกน้อง มฤดกควรตกแก่พวกนายปลีก ๆ มีน้องสาวอีกคนหนึ่งซึ่งหายสาบสูญจึงตัดสินให้นายปลีกได้ครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งให้กองทรัพย์รักษาไว้สำหรับน้องสาวนายปลีก

          แต่ถ้าพระภิกษุซึ่งมรณภาพไปได้ทำพินัยกรรมไว้โดยระบุวิธีการจัดการทรัพย์ไว้และตั้งผู้จัดการมรดกไว้ ทรัพย์สินก็ไม่ตกเป็นของวัดดังคำพิพากษาศาลฏีกาที่ ๕๓๗๐/๒๕๕๒ พระภิกษุผู้เป็นเจ้ามรดกเป็นพระภิกษุในบวรพุทธศาสนา ก่อนถึงแก่มรณภาพจำพรรษาอยู่ทีวัดผู้คัดค้าน มีทรัพย์มรดกที่ได้มาระหว่างอยู่ในสมณเพศเป็นที่ดินจำนวน ๑๒ แปลง  ก่อนถึงแก่มรณภาพได้ทำพินัยกรรมโดยระบุให้จำหน่ายที่ดินทั้ง ๑๒ แปลง เมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้วให้นำเงินเข้าสมทบทุนสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ สร้างถาวรวัตถุแก่วัดผู้คัดค้านและจัดตั้งมูลนิธิพระครูอุดมภาวนาภิรัตเจ้ามรดกได้จำหน่ายทรัพย์โดยพินัยกรรมแล้ว ทรัพย์สินดังกล่าวจึงไม่ตกเป็นทรัพย์สินของวัดผู้คัดค้านตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๒๓

          ทรัพย์สินไม่ว่าจะเป็นของพระหรือของชาวบ้านก็ตามหากไม่จัดการหรือทำพินัยกรรมไว้ ก็มักจะมีความไม่เข้าใจขึ้นในระหว่างญาติพี่น้องหรือผู้มีส่วนได้เสีย ซึ่งสุดท้ายก็ต้องไปถึงศาลยุติธรรมให้ศาลท่านช่วยพิจารณาตัดสิน ก็ต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายและเสียเวลาหรืออาจจะเกิดเป็นคดีอื่นๆตามมาอีก ดังนั้นสังคมจะเป็นสุขสงบได้ทุกคนต้องเข้าใจกฎหมายและต้องเคารพกฎหมายและเคารพสิทธิซึ่งกันและกัน มิใช่หาช่องทางช่องว่างทางกฎหมายมาเอาเปรียบผู้อื่นหรือหาผลประโยชน์เข้าตัวเองและพวกพ้อง สังคมไทยก็จะสงบสุขขึ้นอีกมาก