เรื่อง ภูมิลำเนาของพระภิกษุ

                                                                                              โดย นายอุดมศักดิ์ ชูโตชนะ
                                                                                                นักวิชาการศาสนาปฏิบัติการ
                                                                                        สถาบันพระสังฆาธิการ

          พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ได้บังคับให้พระภิกษุทุกรูปต้องสังกัดอยู่วัดใดวัดหนึ่งหากไม่สังกัดวัดใดวัดหนึ่งหรือไม่มีวัดเป็นที่อยู่เป็นหลักแหล่งตาม มาตรา ๒๗ (๓) และ (๔) ให้พระภิกษุรูปนั้นสละสมณเพศตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎมหาเถรสมาคม นี่ก็เป็นวิธีการที่รัฐออกกฎหมายมาช่วยควบคุมการคณะสงฆ์ให้เกิดความเรียบร้อยหากไม่กำหนดอย่างนี้ก็จะเห็นพระภิกษุไปอยู่ในบ้านเรือนอย่างชาวบ้านหรืออยู่ตามป่าเขา ซึ่งทำให้การควบคุมดูแลความประพฤติไม่ทั่วถึงซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่พระศาสนา ดังนั้นพระภิกษุสงฆ์จึงมีวัดที่จำวัดเป็นภูมิลำเนา หากเมื่อถึงแก่มรณภาพหากมีทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างที่บวชซึ่งมิได้จำหน่ายหรือทำพินัยกรรมไว้ ทรัพย์สินนั้นก็จะต้องตกเป็นของวัดที่เป็นภูมิลำเนา วัดโดยเจ้าอาวาสก็มีอำนาจจัดการมรดกของพระภิกษุผู้มรณภาพได้  ดังคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๕๖๔/๒๕๓๖ ระหว่างวัดสระกำแพงใหญ่ ผู้ร้อง กับนายสด วิลัยเกษ ผู้คัดค้าน โดยผู้ร้องคือวัด ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของพระครูศรีวรปรีชา ผู้มรณภาพ ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้าน ขอให้ศาลตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดก ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของพระครูศรีวรปรีชา

          ผู้คัดค้านอุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องผู้คัดค้าน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

          ผู้คัดค้านฎีกา

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า วัดผู้ร้องแม้จะเป็นที่สังกัด ของพระครูศรีวรปรีชา ก็เป็นเพียงสถานที่อุปสมบทเท่านั้น ภูมิลำเนาของพระครูศรีวรปรีชาคือวัดมหาพุทธาราม นั้น ปรากฏตามเอกสารหมาย ร.๒ คือหนังสือสุทธิสำหรับพระภิกษุและสามเณาระบุว่าพระครูศรีวรปรีชา สังกัดวัดผู้ร้อง เอกสารหมาย ร.๔ คือใบมรณบัตรของเทศบาลเมืองศรีสะเกษระบุว่า ผู้ตายอยู่ตำบลสระกำแพงใหญ่  เอกสารหมาย ร.๕ ใบแต่งตั้งเป็นพระครูศรีวรปรีชาก็ระบุว่าอยู่วัดผู้ร้อง เอกสารหมาย ร.๗ คำขอรับมรดกของมารดาก็ว่าอยู่ที่บ้านกำแพง บัญชีเงินฝากธนาคารสหธนาคาร ตามเอกสารหมาย ร. ๑๒ ของพระครูศรีวรปรีชา ก็ว่าอยู่วัดผู้ร้อง จากเอกสารต่างๆ เหล่านี้แสดงว่า พระครูศรีวรปรีชาถือเอาวัดผู้ร้องเป็นสถานที่อยู่เป็นแหล่งสำคัญ วัดผู้ร้องจึงเป็นภูมิลำเนาของพระครูศรีวรปรีชา เมื่อพระครูศรีวรปรีชาถึงแก่มรณภาพ ตามประมวลกฏหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๖๒๓ ทรัพย์สินของพระภิกษุที่ได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศนั้นให้ตกเป็นสมบัติของวัดที่เป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุนั้น ดังนั้นที่ศาลล่างทั้งสองเห็นสมควรตั้งวัดผู้ร้อง เป็นผู้จัดการมรดกของพระครูศรีวรปรีชา จึงชอบแล้ว ฏีกาผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

          พิพากษายืน